ลองขับ!! มิตซูบิชิ Xpander รถครอบครัวขนานแท้ ถ้าราคาดี ไร้คู่แข่งแน่

ไม่น่าเชื่อ!! คำนี้ไม่เกินความจริงเมื่อ carvariety ได้มีโอกาสไปทดลองขับ มิตซูบิชิ Xpander รถยนต์ Cross Over ขนาด 7 ที่นั่งรุ่นล่าสุดจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เมื่อวันจันทร์ (12 ก.ค.) ที่ผ่านมา ก่อนจะมีการเปิดตัว และราคาขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฏาคมนี้

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังไม่ยอมเปิดเผยราคาจำหน่ายรถยนต์รุ่นนี้ในขณะนี้ แต่เชื่อว่าราคาจำหน่ายน่าจะอยู่ระหว่าง 7.5 แสน-8.2 แสนบาท ซึ่งจะว่าไปแล้วในระดับราคานี้ มิตซูบิชิ Xpander มีคู่แข่งมากหน้าหลายตาไม่น้อยทีเดียว มีทั้งรถ MPV ขนาดเล็ก ,รถ SUV ขนาดเล็ก ,รถอีโคคาร์รุ่นท็อป และรวมไปถึงรถกระบะด้วย

วันนี้ขอไม่พูดพล่ามทำเพลงเข้าเรื่องการลองขับเลยดีกว่า ผมเชื่อว่าแฟนๆ หลายท่านอยากทราบว่า มิตซูบิชิ Xpander มีดีแค่ไหน (อ่านรายละเอียดสเป็ก มิตซูบิชิ Xpander ได้ที่นี่ Xpander 2018) มีดีพอจะแข่งในตลาดรถยนต์เมืองไทยได้หรือเปล่า

มาเริ่มกันที่ รูปร่างหน้าตาของ มิตซูบิชิ Xpander กันดีกว่า ส่วนตัวผมชอบนะ ดูแปลกตาแต่ลงตัวดีครับ กับไฟหน้าดวงเบ่อเริ่มที่อยู่ด้านล่าง เท่ดี ลงตัวกับไฟหรี่เส้นเรียวเล็กที่อยู่ถัดมาจากฝากระโปรงหน้าสวยอ่ะ น่าเสียดายที่ไฟหน้ายังไม่ใช้ LED เป็นแค่ฮาโลเจน ส่วนไฟหรี่นั้นถ้าเป็น เดย์ไทม์ รันนิ่ง ละก็ perfect!!

แต่เชื่อได้เลยครับว่า ทั้งไฟหน้า LED และ ไฟหรี่แบบ เดย์ไทม์ รันนิ่ง จะมาในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ช่วงปลายปีหน้าแน่ๆ

รูปร่างหน้าตา 3 ผ่านครับ แต่สิ่งที่เด่นที่สุดอีกอย่างของ มิตซูบิชิ Xpander ก็คือ ขนาดที่ใหญ่โตอลังการกว่า คู่แข่งทั้งนั้น ไม่ได้ใหญ่แต่ภายนอกนะครับ แต่ห้องโดยสารก็ใหญ่กว่าด้วย แถมยังสูงกว่ารถ SUV ขนาดเล็กอย่าง MG ZS อีกด้วย โดยเจ้า Xpander นี้มีระยะความสูงจากพื้นถนน 205 มิลลิเมตร ขณะที่ MG ZS สูงแค่ 165 มิลลิเมตรเท่านั้น ลองคิดดูเอาเองว่าสูงขนาดไหน

ถ้าลองยืนดู จะเห็นว่า มิตซูบิชิ Xpander นั้นเป็นรถ Cross Over ขนาดกลางเลยทีเดียวไม่ใช่ Cross Over ขนาดเล็กอีกแล้ว ขนาดยางใช้ยางขอบ 16 นิ้วซึ่งถือว่าขนาดใหญ่ไม่น้อยทีเดียวถ้าไปอยู่ใน ฮอนด้า BR-V หรือ โตโยต้า เซียนต้า แต่เมื่อมาอยู่ในซุ้มล้อของ Xpander ทำเอาเล็กลงไปถนัดตาเลยทีเดียว

ส่วนที่ผมว่าเล็กใน Xpander ก็แค่เครื่องยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตรเท่านั้นที่ทำให้ มิตซูบิชิ Xpander ต้องไปเจอกับใครบ้าง ภายนอกผ่านแล้ว เราก้าวเข้าไปภายในบ้างดีกว่าดูกันหน่อยว่ารถที่ประกอบจากอินโดนีเซีย ของมิตซูบิชิ นั้นจะเหนือกว่าแบรนด์อื่นๆ หรือไม่

เริ่มจากท้ายรถกันก่อน เปิดฝากระโปรงท้ายบานเบ้อเริ่มเทิ่ม ก็จะพบกับพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคุณแล้วครับ แต่หมายความว่าคุณต้องพัับเบาะนั่งแถวที่ 3 ราบลงไปกับพื้นรถเสียก่อนนะครับคุณจะได้พื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่มากกกก ใหญ่ที่สุดแล้วครับ เมื่อเทียบกับรถ 7 ที่นั่งทีมีเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรด้วยกัน

แถมบริเวณพื้นของห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายยังยกขึ้นมาได้ แล้วเราจะพบกับช่องเก็บของอีกชั้นที่ซ่อนอยู่ด้านล่างอีกด้วย เยี่ยมมากครับมีพื้นที่เก็บของเพิ่มขึ้นมาได้ด้วย หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วยางอะไหล่ไปอยู่ตรงไหน เพราะไม่ได้อยู่ใต้ห้องเก็บสัมภาระ ยางอะไหล่ของมิตซูบิชิ Xpander ถูกแขวนอยู่ใต้ท้องรถครับ เหมือนกับรถกระบะนั่นแหละครับ เวลาจะเปลี่ยนยางที น่าจะต้องทุลักทุเลแน่ๆ เอาเป็นว่าจุดนี้ผมไม่ปลื้ม

การพับเบาะแถว 3 ราบลงไปกับพื้นรถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ดึงสลักเชือกที่อยู่ด้านหลังเบาะ เบาะก็จะพับลงไปได้แบบง่ายๆ

ลองเข้าไปนั่งในเบาะแถวนั่งตอน 2 และตอน 3 หน่อยดีกว่าว่าจะเป็นอย่างไร การเข้าไปนั่งแถว 3 ต้องผ่านด้านการพับเบาะแถว 3 เสียก่อน ซึ่งการพับเบาะก็ง่ายๆ ครับแค่ดึงสลักที่อยู่ด้านข้างของเบาะแถว 2 ขึ้น เบาะแถว 2 ก็จะพับลงและขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ทำให้เรามีพื้นที่ที่จะก้าวไปยังเบาะแถว 3 ได้มากเลยทีเดียว

เมื่อเข้าไปนั่งที่เบาะแถว 3 อืม….เป็นแถว 3 ที่สามารถนั่งได้เลย พื้นรถไม่สูงทำให้เข่าไม่ตั้งชันพอสบายตัวหน่อย มีพื้นที่วางขาได้เล็กน้อย แต่พนักเบาะแถว 2 ต้องปรับชันขึ้นมาหน่อยครับ ผู้โดยสารแถว 3 ถึงสามารถนั่งได้อย่างสบายตัว ที่สำคัญด้วยความสูงของเพดานรถที่สูงมาก เลยทำให้ห้องโดยสารของ Xpander ดูกว้างขวางไม่อึดอัดมากนัก แม้จะเป็นผู้โดยสารแถว 3 ก็ตาม

Xpander เป็นรถ Cross Over ขนาดเล็กเพียงรุ่นเดียวในตลาดที่เบาะที่นั่งแถว 3 สามารถนั่งได้จริง นอกจากนั่งได้จริงแล้ว ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารแถวหลังสุดนี้ด้วย อย่างช่อง Power Outlet ให้ด้วย มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3 มาให้ พอเพียงครับกับการใช้งาน

เรามาที่เบาะนั่งแถว 2 ที่เป็นเบาะโดยสารหลักกันดีกว่า ขนาดของเบาะโดยสารตอน 2 ใหญ่กว้างขวางใช้ได้เลย นั่งสบายทีเดียวและยังสามารถปรับระดับพนักพิงได้ด้วย ที่สำคัญยังเลื่อนหน้า-หลังได้อีกด้วย น่าเสียดายที่ไม่มีช่องเสียบ USB ต้องไปอาศัยช่อง Power Outlet ที่อยู่แถวที่นั่งแถว 3 แทน ยังดีที่มีช่องแอร์ สำหรับผู้โดยสารตอนหลังทั้ง 2 แถว

ขยับมานั่งที่ตำแหน่งผู้ขับ การออกแบบของคอนโซลหน้า และคอนโซลกลางมีจอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว ดูทันสมัยดีครับและยังทำหน้าที่เป็นจอกล้องมองหลังด้วย (กล้องมองหลังมีเฉพาะรุ่น GT) มีหน้าจอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์แบบสามมิติ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว อยู่ที่มาตรวัดหลังพวงมาลัย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น หุ้ม PVC กระชับมือดี ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง

เบาะนั่งทั้งหมดของ Xpander เป็น PVC ในรุ่น GT หรือรุ่นท็อป แต่ถ้าเป็นรุ่น GLS Limited เบาะจะเป็นผ้าครับ ระบบแอร์ยังไม่ใช่ดิจิตอลนะครับ

หากให้พูดถึงภาพรวมของห้องโดยสาร ต้องบอกว่ากว้างขวางมากครับนั่งสบายเลยทีเดียว โดยเฉพาะตำแหน่งเบาะที่นั่งแถว 2 นั่งสบายที่สุดเป็นรถที่เหมาะกับการนั่งหลังมากกว่านั่งหน้า และเป็นรถที่เหมาะกับรถครอบครัวที่มีสมาชิก 2-5 คน กับการใช้ชีวิตทั้งในเมือง และท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกังวลในเรื่องพื้นที่เก็บสัมภาระแต่อย่างใดและถ้ามองในส่วนของคุณภาพวัสดุภายใน ก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ ดูดี กว่ารถที่นำเข้าจากอินโดนีเซียหลายรุ่นที่ขายในบ้านเรา

มาลองขับกันเลย Xpander ใช้เครื่องยนต์อลูมินัมอัลลอยเบนซินขนาด 1.5 ลิตร DOHC

MIVEC 16 วาล์ว 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที จับคู่มากับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ถือว่าทำงานได้ดีทีเดียว ในส่วนของอัตราเร่งที่ไม่ได้อืดอย่างที่คิด มันเร่งแซงใช้ได้เลย แม้ว่าการออกตัวจะไม่ได้พุ่งปรู๊ดปร๊าดเหมือนอย่างรถยนต์นั่งทั่วไป แต่ถ้าเป็นการใช้งานปกติละก็ผ่านเลยครับ

ถ้าอยากขับให้ ซิ่ง ยังมีปุ่ม O/D ที่ด้านเกียร์ให้ปลดออกได้ เมื่อปลดปุ่ม O/D แล้วอัตราเร่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความประฉับกระเฉงกลับมาทันที ตั้งแต่ช่วงการออกตัว ไปจนถึงความเร็วระดับกลางๆ เลยทีเดียว แต่ก็ต้องแลกกับอัตราสิ้นเปลืองที่เพิ่มมากขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 10% แน่ๆ

ผมรับได้ครับกับอัตราเร่งของ Xpander เพราะเมื่อเทียบกับ MG ZS ที่ใช้เครื่อง 1.5 ลิตรและเกียร์อัตโนมัติ 4 เกียร์เหมือนกัน แต่เจ้า Xpander อัตราเร่งดีกว่าพอสมควรเลยทีเดียว

ความเร็วสูงสุดตามสเป็กระบุว่าอยู่ที่ 160 กม./ชม. ก็ใกล้เคียงตามนั้น จะมีไหลต่อเนื่องไปบ้างก็เพิ่มไปอีกไม่มากเท่าไหร่ ก็พอเพียงแล้วกับรถยนต์ครอบครัวในกลุ่มนี้

อัตราการสิ้นเปลืองตามสเป็ก ระบุว่าอยู่ที่ 14 กิโลเมตรต่อลิตร ขณะที่การลองขับจริงถ้าคุณขับที่ความเร็วระดับ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราการสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 8-9 กิโลเมตรต่อลิตร หากความเร็วอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราการสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตรต่อลิตร ถ้าความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราการสิ้นเปลืองอยู่ที่ 12 กิโลเมตรต่อลิตร ความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 15 กิโลเมตรต่อลิตร!!

ว่าในเรื่องของอัตราเร่งดีแล้ว มาเจอ ช่วงล่าง ต้องร้องว้าวว กันบ้างละหนึบครับ ช่วงล่างเกาะถนนดีมาก พวงมาลัยหนักแน่นแม่นยำ ไม่ต้องมาพะวงว่ารถจะส่ายหรือร่อน แม้ว่าจะวิ่งที่ความเร็วในระดับสูงสุดคือ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วก็ตาม ตรงนี้ยอมรับเลยครับว่า ทึ่ง กับการ set ช่วงล่างของรถคันนี้ บอกกันสั้นๆ ว่า ไว้ใจ ได้

ขณะที่ในความเร็วต่ำช่วงล่างก็นุ่มนวลพอใช้ได้ แต่ก็ยังมีความกระด้างนิดหน่อย ไม่ได้นุ่มนิ่มเหมือนรถยนต์นั่ง ยังติดกลิ่นไอและอารมณ์ของความเป็นรถ MPV อยู่เหมือนกัน น้ำหนักพวงมาลัยในความเร็วต่ำก็ปรับมาเบามือดี คุณผู้หญิงไม่ลำบากใจที่จะขับรถคันนี้แน่ๆ

วงเลี้ยว 5.2 เมตร เหมาะกับการใช้งานในเมืองอย่างยิ่ง ตัวรถที่ใหญ่โต ไม่รู้สึกว่าเกะกะเมื่อต้องขับขี่ในช่วงรถติดๆ ในเมือง แต่การซอกแซกมุดไปมุดมา ก็ไม่น่าจะเหมาะกับสไตล์รถแบบนี้ ถ้าเน้นขับไปเรื่อยๆ สบายๆ ละก็ไม่มีปัญหาต้องขบคิดมากเลยครับ

การมาขับ มิตซูบิชิ Xpander ในครั้งนี้ ทำให้ผมรู้เลยว่า นับแต่นี้เป็นต้นไปตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก รวมไปถึงรถ SUV ขนาดเล็ก ของเมืองไทยเดือดแน่ๆ เพราะต้องยอมรับว่า มิตซูบิชิ Xpander มาดีเหลือเกิน ทั้งในเรื่องของขนาดตัวรถ พื้นที่ใช้สอยภายในตัวรถ สมรรถนะการขับขี่ที่ดีพอใช้งานได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง

พื้นที่ใช้สอยภายในรถกินขาดรถทุกรุ่นทุกยี่ห้อในระดับเดียวกัน และระดับที่เหนือกว่า อย่างฮอนด้า HR-V เจ้ามิตซูบิชิ Xpander ก็ตามไปรังควานในเรื่องของพื้นที่ใช้สอย และความสูงของตัวรถ ที่ Xpander มีเหนือกว่า แต่ Xpander ก็แพ้ราบคาบในเรื่องของคุณภาพวัสดุอุปกรณ์ภายใน คุณภาพในการประกอบ รวมไปถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์

สรุป รถรุ่นนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ กลุ่มลูกค้าครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ช้สอยภายในรถ ต้องการที่นั่ง 7 ที่นั่งที่ใช้งานได้จริง ต้องการรถที่มีพื้นที่เก็บของเยอะๆ ชอบการเดินทางท่องเที่ยวขนกระเป๋า ขนของฝากกลับมาได้เพียบๆ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะต้องเอากระเป๋ามาวางบนตักผู้โดยสาร เครื่องยนต์ช่วงล่างหายห่วง ไม่ต้องกังวล กับการเดินทางไกล มันไปได้เร็วกว่าที่คุณคิดแน่นอน

งานนี้ เจ้ามิตซูบิชิ Xpander จะเกิดหรือไม่เกิดอยู่ที่ราคา!! แล้วครับ ถ้าเปิดราคามาอย่างที่คาดคือ 8 แสนบาทบวก-ลบ ละก็ โควต้า ที่ได้มาเดือนละ 600-700 คันนั้น ไม่พอขายแน่นอน


 

บทความที่น่าสนใจ

ฅ.คนรักรถ รีวิว : Mio Mivue 792 กล้องบันทึกหน้ารถ ที่ฟังก์ชั่นครบได้อีก

idiot

ลอง ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ 18 กิโล/ลิตร เร่งดี นุ่มนวล แต่…ขอหนึบอีกนิดน่ะ

preeyanoot

พิสูจน์!! เชฟโรเลต โคโลราโด เซนเทนเนียล MY 18 หล่อ เท่ แรง ไปได้ทุกที่ที่มีทาง!

preeyanoot