fbpx

ซัดเต็มแม็กซ์ Haval Jolion กรุงเทพ-เลย กินน้ำมันเท่าไหร่ ?

เมื่อไม่นานมานี้ทีมงาน Carvariety ได้มีโอกาสพา SUV Hybrid สุดล้ำแห่งยุคอย่าง Haval Jolion Ultra ไปใช้งานจริงในเส้นทาง กรุงเทพ-เลย พร้อมทั้งทดสอบอัตราสิ้นเปลืองของตัวรถว่าจริงๆ แล้วรถคันนี้มี “อัตราบริโภคน้ำมัน” ที่เยอะอย่างที่หลายๆ คนว่า จริงหรือไม่? แต่ทั้งนี้ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ขับจริงแบบคนใช้รถ ไม่ได้เน้นประหยัด! แต่เน้นทดสอบสมรรถนะ !!

ก่อนอื่น เราต้องขอขอบคุณศูนย์บริการ GWM Amorn Ratchada ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Haval และ Ora ครบวงจรย่านรัชดาภิเษก-รัชโยธิน ที่ให้ยืมรถ Haval Jolion มาใช้ในการทดสอบในครั้งนี้

ช่วงล่าง พวงมาลัย คมและไว้ใจได้ แต่แอบกระด้างที่ความเร็วต่ำ

เริ่มกันที่ระบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวของ Jolion ซึ่งต้องบอกกันตรงๆ ว่าทำได้ดีกว่าที่คิด ซึ่งหากเปรียบเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Haval H6 แล้วจะพบว่าช่วงล่างมีความเฟิร์มและกระชับมากกว่า H6 รวมถึงพวงมาลัยที่สามารถปรับความหนืดได้ถึง 3 โหมดได้แก่ เบา, สบาย และสปอร์ต ซึ่งทั้ง 3 โหมดมีน้ำหนักความหนืดของพวงมาลัยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และให้การควบคุมที่แม่นยำ ซึ่งจากการทดสอบในการขับทางตรงข้ามจังหวัดและเส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขา พวงมาลัยของรถคันนี้สามารถไว้วางใจได้ในทุกสภาพเส้นทาง

แต่ยังมีจุดที่ขอติเล็กๆ นั่นก็คือ เมื่อใช้ความเร็วต่ำจะพบว่า ช่วงล่างมีความตึงตังอยู่เล็กน้อย (อาการคล้ายๆ Haval H6) และเมื่อใช้ความเร็วสูงในสภาพถนนที่ไม่ค่อยดีนักจะพบแรงสะเทือนจากพื้นถนน (รอยต่อถนน) ส่งมาถึงผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน

 

ระบบฟังก์ชันช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยจัดเต็ม ใช้งานได้จริง แต่มีบางจังหวะที่ยังต้องแก้ไข

ในรถ Haval Joilion มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ใส่มาให้แบบจัดเต็มที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า (FCW)
  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน และลงทางลาดชัน (HSA / HDC)
  • ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (BOS)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่ความเร็วต่ำ (LSEB)
  • ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ในภาวะฉุกเฉิน (ELK)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA)
  • ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK)

จากที่เราได้ลองใช้ระบบช่วยเหลือการขับขี่ของ Haval Jolion ในการเดินทางไกลพบว่า ตัวระบบสามารถช่วยเหลือให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบายและลดความเหนื่อยล้าในการขับรถทางไกลลงได้มากพอสมควร ซึ่งระบบหลักๆ ที่เราได้ใช้งานบ่อยๆ จะเป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) และระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานแล้วตัวรถจะรักษาความเร็วและรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจากรถคันหน้า รวมถึงช่วยประคองรถให้อยู่กึ่งกลางเลน ทำให้ผู้ขับขี่สามารถยกเท้าออกจากคันเร่ง และสามารถปล่อยมือจากพวงมาลัยได้ในช่วงเวลาหนึ่ง (แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ขับต้องมีสติและพร้อมที่จะเข้าควบคุมรถทันทีเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน)

แต่สิ่งที่ยังคงติดอยู่ในใจของผู้ทดสอบนั่นก็คือ ในบางกรณีระบบช่วยเหลือการขับขี่อาจทำงาน “ฝืนธรรมชาติ” ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเปิดระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) และระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) แล้วปล่อยให้รถขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ และเมื่อเจอทางโค้ง ตัวระบบที่ “ลดความเร็วลงอย่างรวดเร็ว” ก่อนที่จะเข้าโค้ง ซึ่งในบางครั้งอาจทำให้รถยนต์ที่ขับตามหลังมานั้นชนท้ายเอาได้ รวมถึงเมื่อเปิดระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน (LKA) แล้วผู้ขับต้องการเปลี่ยนเลน (โดยไม่เปิดไฟเลี้ยว) ตัวระบบจะพยายามดึงพวงมาลัยกลับทำให้รถอาจเสียอาการเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ของ Ford หรือ BMW ซึ่งก็พยายามดึงพวงมาลัยกลับเหมือนกัน แต่เมื่อผู้ขับฝืนหักพวงมาลัยไปต่อตัวระบบจะเข้าใจว่าผู้ขับต้องการที่จะเปลี่ยนเลนและจะตัดระบบนี้ออกไปชั่วขณะ (แต่ถ้าเปิดไฟเลี้ยวจะไม่มีปัญหาในส่วนนี้)

 

หน้าจอกลางมีขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว แต่หน่วงและทำงานไม่สมูท !!

สำหรับหน้าจอกลางของ Haval Jolion จะมีขนาดที่ 12.3 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple Car Play (แบบเสียบสาย) จากการทดลองใช้งานจริง ตัวระบบมีอาการหน่วงและช้าอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อใช้ Google Map ในการนำทางจะพบว่าแผนที่ที่แสดงบนหน้าจอ จะมีความหน่วงอยู่ที่ราวๆ 20-30 วินาที ซึ่งทำให้ในบางครั้งการนำทางอาจทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร

 

เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร พร้อมระบบไฮบริด ให้อัตราเร่งที่น่าประทับใจ

มาถึงอีกหนึ่งไฮไลต์ของรถคันนี้นั่นก็คือ เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร พร้อมระบบไฮบริด ระบบเกียร์ DHT ให้พละกำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 375 นิวตัน-เมตร ซึ่งจากการใช้งานจริงแล้วต้องบอกเลยว่ากำลังของเครื่องยนต์ตัวนี้ “เหลือเฟือ” สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและเดินทางออกต่างจังหวัด โดยเราได้ทดสอบอัตราเร่ง 0-100 ได้ตัวเลขอยู่ที่ราวๆ 9.8 – 10.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 157 กิโลเมตร/ชั่วโมง เรียกได้ว่าเร่งแซงสบายใจหายห่วง โดยตัวรถจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือกทั้งหมด 4 โหมดดังนี้

  • โหมดมาตรฐาน
  • โหมด Sport
  • โหมด ECO
  • โหมดสภาพถนนลื่น

โดยในแต่ละโหมดจะมีความแต่งต่างกันอย่างชัดเจน โดยในโหมด Eco จะมีการหน่วงคันเร่งอย่างชัดเจน เพื่อควบคุมอัตราสิ้นเปลืองให้ประหยัดน้ำมันมากที่สุด ในขณะที่โหมด Eco จะเน้นไปที่การใช้งานทั่วไป ตัวรถให้อัตราเร่งที่กำลังดี (แต่แอบหน่วงเวลาเหยียบคันเร่ง) และโหมดสปอร์ตที่ปรับจูนให้คันเร่งตอบสนองได้อย่างว่องไว

 

เวลาเร่งขึ้นเขาหรือใช้ความเร็วสูง มีเสียงกวนใจจากมอเตอร์ไฟฟ้า !!

อีกหนึ่งสิ่งที่เราพบเจอนั่นก็คือ เมื่อเร่งเครื่องเพื่อขึ้นเขา หรือใช้ความเร็วสูงในการเดินทาง ในบางครั้งจะได้ยินเสียง “หึ่ง” ออกมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ถ้าหากใช้ความเร็วเดินทางปกติ จะไม่มีเสียงกวนใจผู้ขับแต่อย่างใด

 

อัตราสิ้นเปลืองของ Haval Jolion กินน้ำมัน จริงไหม ?

ปิดท้ายกันที่ประเด็นที่หลายๆ คนยังคงสงสัยนั่นก็คือ Jolion กินน้ำมันจริงหรือไม่ ซึ่งจากที่เราทดสอบในเส้นทาง กรุงเทพ-เลย และใช้ความเร็วเดินทางที่สูงอยู่พอสมควร มีเส้นทางขึ้นเขาช่วงจังหวัดเพชรบูรณ์-เลย รวมไปถึงการเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เช่น อุทยานแห่งชาติภูเรือ, พระธาตุศรีสองรัก, เชียงคาน, แก่งคุดคู้, วัดป่าห้วยลาด, วนอุทยานภูผาล้อม เป็นต้น ซึ่งเราได้ข้อมูลการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองดังต่อไปนี้

  • ระยะทั้งหมด : 1,247.6 กิโลเมตร 
  • น้ำมันที่ใช้ทดสอบ : Gasohol E20
  • ปริมาณน้ำมันเติมกลับ : 112.8 ลิตร
  • ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันทั้งหมด : 3,970 บาท (ราคาน้ำมัน E20 ณ วันที่ทดสอบโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 35.21 บาท)
  • อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย (คำนวณจากจำนวนลิตรที่เติมกลับจริง) : 11.06 กิโลเมตร/ลิตร
  • อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย (จากหน้าจอมาตรวัด) : 12.3 กิโลเมตร/ลิตร
  • ค่าน้ำมันต่อ 1 กิโลเมตร (คำนวณจากจำนวนลิตรที่เติมกลับจริง) : 3.18 บาท/กิโลเมตร
  • ค่าน้ำมันต่อ 1 กิโลเมตร (คำนวณจากหน้าจอมาตรวัด) : 2.79 บาท/กิโลเมตร

หมายเหตุ

* ก่อนนำรถไปทำสอบ มีการนำรถไปใช้วิ่งในกรุงเทพด้วยระยะทางราวๆ 30 กิโลเมตร ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองคลาดเคลื่อนได้

*  ความเร็วที่ใช้ทดสอบ สูงกว่าความเร็วเฉลี่ยที่ผู้คนส่วนมากใช้เดินทาง ซึ่งหากใช้ความเร็วในเกณฑ์ปกติ อัตราสิ้นเปลืองน่าจะออกมาดีมากกว่านี้

หากพูดกันแบบไม่อวย รถคันนี้มีอัตราบริโภคน้ำมันที่มากพอสมควร แต่สิ่งที่จะได้กลับมานั่นก็คือ อัตราเร่งที่เร้าใจ (ดีที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน) รวมถึงระบบออปชันช่วยเหลือการขับขี่ที่จัดเต็มที่สุดในคลาส การตกแต่งภายในห้องโดยสารที่หรูหราพอตัว พร้อมด้วยหลังคา Sunroof และที่สำคัญ Haval Jolion รุ่น Ultra ซึ่งเป็นรุ่นท๊อปที่เรานำมาทดสอบในครั้งนี้ มีราคาขายเพียงแค่ 999,000 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหารถ Hybrid SUV ในราคาจับต้องได้


รับชมข่าวสารอื่นๆของ GWM คลิกที่นี่

รับชมคลิปวีดีโอทดสอบรถของเรา คลิกที่นี

บทความที่น่าสนใจ

มาสด้า CX-3 ไมเนอร์เชนจ์ 2018 เปลี่ยนสไตล์ นุ่มขึ้น-หรูขึ้น

idiot

ลองขับ! TOYOTA C-HR ไฮบริด SUV หนึบ แน่น ประหยัดจริง คุ้มค่าตัว 1 ล้าน

idiot

อาวดี้ จัดสามรุ่นยอดฮิต Audi TT, A5 และ Q3 พาสื่อบุกเมืองยุทธหัตถีในกิจกรรม “Audi Blissful Trip”

Admin

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy