fbpx

ลองขับ! TOYOTA C-HR ไฮบริด SUV หนึบ แน่น ประหยัดจริง คุ้มค่าตัว 1 ล้าน

TOYOTA C-HR รถยนต์ SUV หรือรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ที่อยู่ในกลุ่ม B-SUV ซึ่งเป็นกลุ่มรถยนต์ที่โตโยต้ายังไม่มีจำหน่ายในตลาด การเปิดตัว C-HR จึงเข้ามาเติมเต็มตลาดรถยนต์ของโตโยต้า ให้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น

และที่สำคัญ โตโยต้า ยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใส่ไว้ใน C-HR อีกไม่น้อยทีเดียว ทำให้เรามองเห็นทิศทางรถยนต์ของโตโยต้าผ่าน C-HR ได้อย่างไม่ยากนัก จะว่าไปแล้ว โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ตั้งความหวังไว้กับ C-HR ไว้ไม่น้อยทีเดียว เห็นได้จากการตั้งเป้ายอดขายในปีนี้ไ้ว้สูงถึง 20,000 คัน ซึ่งก็ไม่น่าเป็นเรื่องยากสำหรับเป้าหมายการขายนี้ เพราะเพียงการเปิดรับจองเดือนแรก TOYOTA C-HR ฟาดยอดจองไปแล้วกว่า 4,000 คัน นั่นหมายความว่า ลูกค้าให้การตอบรับกับ รถรุ่นนี้ไม่น้อยทีเดียว

วันนี้ carvariety มีโอกาสลองขับ TOYOTA C-HR รถ SUV ที่ใครต่อใครอยากรู้ว่า ดีจริง หรือเปล่า วันนี้ เรามีคำตอบมาให้

TOYOTA C-HR มีจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น แบ่งเป็นรุ่นเครื่องยนต์ ไฮบริด 2 รุ่น และรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2 รุ่น โดยรุ่นที่โตโยต้า เตรียมมาให้ขับนั้นเป็นรุ่นท็อปสุดคือรุ่นไฮบริด HV Hi ที่มีราคาค่าตัวที่ 1.159 ล้านบาท มีออปชั่นในแบบที่ว่าล้นคัน แต่เดี๋ยวเราค่อยมาว่ากันว่ามีออปชั่นอะไรบ้าง

แต่ก่อนที่จะขับเรามาเริ่มกันที่หน้าตาภายนอกของ TOYOTA C-HR กันดีกว่า หน้าตาของเจ้าตัวนี้บอกได้คำเดียวว่า ล้ำ ไม่น้อยทีเดียว ลบภาพความเป็นอนุรักษ์นิยมของโตโยต้าไปได้ไม่น้อยทีเดียว เรียกว่าโฉบเฉี่ยวโดนใจวัยรุ่นดีทีเดียว แต่ก็แน่นอนครับ ถ้าหน้าตาและหุ่นแบบนี้ ก็ต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับผู้สูงอายุทั้งหลายแน่ๆ

ส่วนตัวแล้วผมชอบน่ะกับหน้าตาของ TOYOTA C-HR มันเจ๋งดี มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองเหมือนกับ Nissan JUKE ที่เลิกผลิตและจำหน่ายในเมืองไทยไปเสียแล้ว 
นอกจากหน้าตาที่เด่นแล้ว ออปชั่นภายนอกก็เด่นไม่น้อย ตั้งแต่ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Full LED ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED Light Guiding ไฟเลี้ยวหน้า-หลังเป็น LED ไฟหน้าสามารถปรับสูงต่ำอัตโนมัติได้ ส่วนไฟท้ายเป็น LED รมดำ มาให้ด้วย เรียกว่าไฟ LED รอบตัวเลยทีเดียว

เดินมาที่ด้านหลังลองเปิดฝากระโปรงท้ายดู เอ…หนักเอาเรื่องเหมือนกัน น่าจะเป็นปัญหาสำหรับสาวๆ แล้วหล่ะ พื้นที่เก็บสัมภาระที่อยู่ด้านหลังฝากระโปรงใหญ่โตเอาเรื่องเหมือนกัน ผิดกับรูปทรงที่เป็นรูปลิ่มด้านท้ายรถลาดลง ซึ่งผมนึกว่าจะทำให้พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังแคบๆ เล็กๆ แต่ปรากกฏว่าใหญ่เอาเรื่องเหมือนกัน หมดห่วงเรื่องการขนสัมภาระไปได้ และยิ่งพับเบาะหลังลงไปอีก พื้นที่เก็บสัมภาระก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

แต่เมื่อมองไปที่ยางและล้อของ TOYOTA C-HR รู้สึกขัดตากับลายล้อแม็ก ที่ออกจะธรรมดาเหลือเกิน ไม่เหมาะกับหน้าตาที่ออกแบบมาอย่างวัยรุ่น แต่ลายแม็กรุ่นคุณปู่ ซึ่งผมเชื่อว่าลูกค้าที่ซื้อ TOYOTA C-HR ต้องไปเปลี่ยนแม็กไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนยางเป็นขนาด 205/60/R17 ดูลงตัวแล้วครับ หรือถ้าใครจะไปเปลี่ยนเป็นขอบ 18 นิ้วก็ไม่ผิดกติกา แถมยังดูดุขึ้นไม่น้อย

มาว่ากันที่ภายในกันบ้าง เริ่มจากขนาดพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังที่จะว่าไปแล้วพื้นที่ห้องโดยสารหลังก็ใหญ่พอประมาณน่ะ มีพื้นที่วางขาพอได้อยู่ ความสูงของหลังคายังมีเหลือ แต่ด้วยการออกแบบตัวรถที่ออกเป็นแบบสปอร์ต แถมด้วยโทนสีของ TOYOTA C-HR รุ่นท็อปที่ใช้โทนสีทูโทน คือดำ-น้ำตาล เลยทำให้ห้องโดยสารยิ่งดูแคบ และอึดอัด แถมพ่วงมาด้วยทรงของหน้าต่างหลังที่เล็กเหลือเกิน เลยทำให้ผู้โดยสารตอนหลังเวลานั่งพิงเบาะหลังแล้ว เหมือนเราติดอยู่ในถ้ำยังไงไม่รู้ แม้ว่าเบาะหลังจะนั่งค่อนข้างสบายก็ตาม

ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายไม่ต้องมองหานะครับอยู่กันแบบพอเพียง ไม่มีที่พักแขน ไม่มีช่องเสียบ USB ไม่มีแอร์หลัง มีช่องวางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่งที่ประตูทั้ง 2 บานเท่านั้นที่มีมาให้ นอกนั้นก็ดิ้นรนกันเอาเองครับ

ขยับมานั่งตำแหน่งคนขับ เบาะหนังทรงสปอร์ตนั่งกระชับตัวดีครับ ไม่ถึงขนาดบีบตัวให้อึดอัด โดยเบาะในรุ่นท็อปจะมีฟังก์ชั่นดันหลังให้ด้วย ผมชอบน่ะเบาะแบบนี้ นุ่มด้วยหรูด้วย นั่งสบายเครับ สำหรับผู้ชายความสูง 170 เซนติเมตรอย่างผม

มาตรวัดต่างๆ ด้านหลังพวงมาลัยดูทันสมัยดี มีจอ TFT ขนาด 4.2 นิ้วที่แสดงข้อมูลต่างๆ ภายในรถมาด้วย ขนาดของตัวอักษรก็มีขนาดใหญ่อ่านง่าย ส่วนตรงคอนโซลกลางโดดเด่นที่สุดก็คือ จอเครื่องเสียงขนาด 7 นิ้ว ที่ถูกออกแบบมาลงตัวอย่างมากกับแผงคอนโซลกลางของ C-HR เจ้าจอตัวนี้ ทำหน้าที่ทั้งเป็น front เครื่องเสียง ยังเป็นจอมองหลังเวลาเราเข้าเกียร์ R ด้วย และยังมีแอพพลิเคชั่น Toyota T-Connect ร่วมอยู่หน้าจออีกด้วย

ถัดลงมาด้านล่างเป็นปุ่มปรับเครื่องปรับอากาศ ซึ่งแยกอิสระซ้าย-ขวา ดูเก๋ทีเดียว แต่มองหาช่องเสียบ USB แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะมีมาให้แค่ช่องเดียวคือตรงจอเครื่องเสียงเพียงช่องเดียวเท่านั้น ไม่มีซ่อนอยู่ตรงไหนอีกแล้ว

มาลองขับกันเลยดีกว่าว่าเครื่องยนต์ ไฮบริดของ TOYOTA C-HR นั้นเจ๋งแค่ไหน เครื่องไฮบริดรุ่นนี้ เป็น Generation ใหม่ของโตโยต้า ที่ได้รับการพัฒนาให้แบตเตอรี่มีขนาดที่เล็กลง แต่สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น โดยย้ายตำแหน่งของแบตเตอรี่มาอยู่ใต้เบาะนั่งด้านหลัง ทำให้สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น มีความทนทานและประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น

122 แรงม้าคือแรงม้าทั้งหมดของ TOYOTA C-HR ทั้งจากเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า แรงบิดสูงสุดที่ 142 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 3,600 รอบต่อนาทีเท่านั้น

อัตราเร่งของ TOYOTA C-HR เครื่องยนต์ไฮบริดนั้น มาแบบเรื่อยๆ ไม่ได้หวือหวาแบบหลังติดเบาะอะไรมากมายนัก ถ้าใครต้องการความปราดเปรียวจากเครื่องตัวนี้มองข้ามไปได้เลย แม้ว่าเราจะปรับโหมดการขับมาเป็น Sport แล้วก็ยังไม่จี๊ดจ๊าดอย่างที่คิด แต่ก็เร็วขึ้นมาเอาการอยู่เหมือนกันพอใช้ได้ครับ หากใครเบื่อที่กับโหมด Eco กับ Normal ที่เวลาเร่งแซงต้องกดคันเร่งกันแทบทะลุพื้นกว่าที่อัตราเร่งจะขยับขึ้นมาตามที่เราหวัง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอัตราเร่งจะขี้เหร่มากมายนักนะครับ พอไปได้แน่นอน แต่ไม่ทันใจวัยรุ่นก็เท่านั้น แต่ถ้าใครขับรถแบบสบายๆ ตามการใช้งานปกติในชีวิตประจำวันไม่มีปัญหา ถือว่าดีเลยละครับ เพราะเครื่องตัวนี้ขับเรื่อยๆ ได้สบายมาก ความราบเรียบในการเปลี่ยนเกียร์ดีมาก นุ่มนวลแบบหาตัวจับยากเลยทีเดียว ความเร็วสูงสุดที่ผมทำได้อยู่ที่ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียงพอแน่นอนสำหรับการใช้งานทั้งในเมือง และการเดินทางไปมาระหว่างจังหวัด

แม้ว่าเครื่องยนต์ไฮบริดตัวนี้ ไม่ได้โดดเด่นในเรื่องของอัตราเร่ง แต่จุดเด่นของเครื่องตัวนี้ คือความประหยัดที่อยู่ในขั้นเทพ ซึ่งไม่มีคู่แข่งในคลาสเดียวกันเทียบติดเลย TOYOTA C-HR ทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่นเลย

อัตราการสิ้นเปลืองของ TOYOTA C-HR อยู่ที่ประมาณ 22 กิโลเมตร/ลิตร ในการขับด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง และถ้าขับที่ความเร็ว 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราการสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 20 กิโลเมตร/ลิตร สุดยอดดดด!! ครับ กับการขับขี่แบบใช้งานจริง ถือว่าเป็นรถที่โคตรประหยัดในบ้านเราวันนี้เลย 
น่าเสียดายที่ผมยังไม่มีโอกาสได้ขับใช้งานในเมืองเลยยังไม่แน่ใจว่าอัตราการสิ้นเปลืองอยู่ระดับใด แต่คาดว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 18 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งถือว่าต่ำมากๆ เมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน

ใครที่มองหารถประหยัดๆ แบบไม่ต้องมานั่งเสียบปบลั๊กชาร์จไฟเวลากลับบ้าน หรือไปห้างสรรพสินค้า ในเทคโนโลยี Plug-In Hybrid ก็ต้องเทคโนโลยีไฮบริดแบบนี้ละครับ ซึ่งผมมองว่าในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยี ไฮบริด คือเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบ้านเรามากกว่า เทคโนโลยี Plug-In Hybrid แน่ๆ

นอกจากเรื่องอัตราเร่งที่ไม่ค่อยทันใจแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่โตโยต้าต้องปรับปรุงคือ เสียงรบกวนภายในห้องโดยสารที่เข้ามาค่อนข้างจะมากกว่าปกติตั้งแต่ความเร็วตั้งแต่ 110 กิโลเมตรขึ้นไป โดยเฉพาะเสียงลมปะทะกระจกหน้า และเสียงลมจากกระจกข้างน่ารำคาญเลยครับ แต่หากเราใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเงียบภายในห้องโดยสารอยู่ในขั้นที่ดีมาก น่าเสียดายที่เครื่องเสียง และลำโพงของ TOYOTA C-HR ยังอยู่แค่เกณฑ์มาตรฐานยังไม่ใช่ลำโพงเทพๆ ไม่อย่างนั้นละก็ช่วงรถติดๆ ช่วงขับรถในเมือง ห้องโดยสารของ TOYOTA C-HR จะกลายเป็น Hall คอนเสิร์ตเคลื่อนที่ได้เลย

มาในเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ช่วงล่างของ TOYOTA C-HR ถูก set มาได้แบบดีเยี่ยมทีเดียว แน่นหนึบ แบบน่าประทับใจ พวงมาลัยแม่นยำดีทีเดียว เป็นรถอีกหนึ่งคันที่ผมบอกได้เลยว่าช่วงล่างดีมาก ขับด้วยความเร็วสูงตัวรถไม่มีอาการส่าย พวงมาลัยก็ไม่สั่น ลองขับในย่านความเร็วระดับ 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ช่วงล่างยังนิ่งอยู่มาก และยังนิ่งไปจนถึงความเร็วสูงสุดที่ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขอปรบมือให้กับฝ่ายวิศวกรด้านช่วงล่างของโตโยต้าที่พัฒนาช่วงล่างออกมาได้ดีมากทีเดียว

และไม่ใช่แค่ หนึบ แน่น อย่างเดียวนะครับ ช่วงล่างของ TOYOTA C-HR ยังมีความนุ่มอยู่ในตัวด้วย เมื่อขับด้วยความเร็วต่ำหรือใช้งานในเมือง ช่วงล่างก็จะนุ่มนวลพอสมควร แม้ว่าจะใช้ยางขนาด 17 นิ้วก็ตาม พวงมาลัยก็เบามือดีไม่น้อยทีเดียวกับการใช้งานในเมือง คล่องตัวดีครับ วงเลี้ยวไม่กว้างเท่าไหร่ ซอกแซกได้

การใช้งานทั่วไปถือว่า TOYOTA C-HR ตอบสนองได้เป็นอย่างดี แต่ต้องเป็นการใช้งานสำหรับครอบครัวที่มีกันแค่ 2 คน ถ้ามากกว่านั้นไม่แนะนำเพราะผู้โดยสารตอนหลังจะไม่ค่อยมีความสุขกับการนั่งหลังแน่นอน

แต่ถ้าคุณกำลังหารถยนต์ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีทั้งในเรื่องของเครื่องยนต์ และความปลอดภัย รวมถึงความประหยัดระดับเทพที่ไม่มีรถคลาสเดียวกันทำได้ ละก็ TOYOTA C-HR คือคำตอบที่ผมว่าหาไม่ได้อีกแล้วในรถยนต์ราคา 1 ล้านกว่าบาท ซึ่งส่วนตัวผมมองว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้มจริงๆ!!


 

บทความที่น่าสนใจ

ทดลองขับ New Mitsubishi Xpander หล่อขึ้น เกียร์ใหม่ ช่วงล่างแน่น เทคโนโลยีมีให้แค่พอเพียง!

Peng

ลอง EMG 6 ปลั๊ก-อิน ไฮบริด 228 แรงม้า สุดยอดเทคโนโลยีของ MG

idiot

อาวดี้ จัดสามรุ่นยอดฮิต Audi TT, A5 และ Q3 พาสื่อบุกเมืองยุทธหัตถีในกิจกรรม “Audi Blissful Trip”

Admin

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy