fbpx

12 เรื่องจริงของ McLaren F1 ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ?

หากพูดถึงรถ Supercar จากยุค 90 สักคันหนึ่ง ชื่อของ McLaren F1 นั้นต้องถูกพูดถึงเป็นชื่อแรกๆ ซึ่งรถคันนี้ถือได้ว่าสร้างสถิติและตำนานไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สถิติรถที่เร็วที่สุดในโลกในปี 1998 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 386.4 กิโลเมตร/ชั่วโมง และยังเป็นเจ้าของสถิติรถเครื่องยนต์ NA (ไม่มีระบบอัดอากาศ) ที่เร็วที่สุดในปัจจุบันอีกด้วย

McLaren F1
McLaren F1

และในโอกาสที่สุดยอดยนตกรรมคันนี้มีอายุครบ 30 ปี นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในปี 1992 เราได้นำ 10 เรื่องจริงของรถรุ่นนี้ ที่หลายๆคนอาจเข้าใจผิดหรืออาจยังไม่เคยทราบมาก่อน แล้วคุณจะรู้ว่ารถคันนี้มันเจ๋งขนาดไหน

 

1. McLaren ถูกก่อตั้งโดย Bruce McLaren นักแข่งเจ้าของแชมป์ Le Man ปี 1965

หากใครที่ได้เคยชมภาพยนต์เรื่อง Ford vs Ferrari จะต้องคุ้นๆกับชื่อ Bruce McLaren อย่างแน่นอน เพราะเขาเป็นคนที่ได้แชมป์ในการแข่งขัน Le Man ปี 1965 และยังได้ชื่อว่าเป็นนักแข่งคนแรกที่นำรถยนต์สัญชาติอเมริกา (Ford GT40) ลงแข่งและสามารถคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ (ในความเป็นจริง Ken Miles ควรจะได้แชมป์ในรายการนี้ แต่ถูกทางเจ้าหน้าที่บริหารของฟอร์ดสั่งให้ลดความเร็วเพื่อเก็บภาพรถ Ford GT40 เข้าเส้นชัยทั้งสามคัน จึงทำให้เขาต้องลดความเร็วลงส่งผลให้ Bruce McLaren กลายเป็นแชมป์ในที่สุด)

Bruce McLaren
Bruce McLaren นักแข่งมากฝีมือผู้ก่อตั้ง McLaren

 

2. McLaren F1 ใช้บริการเครื่องยนต์จาก BMW

หากคุณเปิดฝากระโปรงหลัง (รถรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์แบบวางกลางลำตัว) คุณอาจแปลกใจ เพราะคุณจะพบกับตัวอักษา M Power ขนาดใหญ่ติดอยู่บริเวณฝาเครื่อง ใช่ครับ เครื่องยนต์ของรถคันนี้ถูกสร้างโดย BMW โดยการนำเครื่องยนต์ V12 ที่ถูกใช้ในรถ 750i/750iL และ 850i/850Ci มีขยายความจุและอัพเกรดใหม่จนได้พละกำลังสูงถึง 618 แรงม้า ซึ่งถือได้ว่าแรงสุดๆเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และเครื่องยนต์ตัวนี้ไม่มีการติดตั้งระบบอัดอากาศ (Turbocharge) แต่อย่างใด

BMW S70/2 V12 engine
เครื่องยนต์รหัส BMW S70/2 ประจำการใน F1 Cr : Supercars.net

 

3. รถคันนี้ ไร้ระบบช่วยเหลือการขับขี่ แม้แต่ ABS และ พวงมาลัยพาวเวอร์ก็ไม่มี !!

หลายๆคนคงจะคิดว่า รถ Supercar ต้องมากับเทคโนโลยีที่เหนือชั้นและมีตัวช่วยการขับขี่หรือความปลอดภัยแบบจัดเต็ม แต่ไม่ใช่สำหรับรถคันนี้ เนื่องจากรถคันนี้ไม่มีแม้แต่ระบบเบรก ABS , ระบบ Traction Control , ระบบบังคับเลี้ยงแบบปกติ (ไม่ใช่พวกมาลัยพาวเวอร์) หรือแม้แต่เซอร์โวเบรกก็ยังไม่มีมาให้ เรียกได้ว่า โหด ดิบ เถื่อน จริงๆ

 

4. McLaren F1 มีน้ำหนักเบาใกล้เคียงกับ Mazda MX-5 (ND)

Mazda MX-5 (Miata) ถือได้ว่าเป็นรถสปอร์ตคันเล็กน่ารักน้ำหนักเบา โดยมันมีน้ำหนักเพียงแค่ 1140 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ใครจะเชื่อว่า F1 ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาดมหึมาถึง 6.5 ลิตร กลับมีน้ำหนักเพียง 1,138 กิโลกรัมเท่านั้น

Mazda MX5 (ND)
Mazda MX5 (ND)

 

5. ระบบเครื่องเสียงในรถคันนี้ ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานบนความเร็วสูงมากกว่า 354 กิโลเมตร

McLaren ได้มอบหมายให้ Kenwood พัฒนาเครื่องเปลี่ยนซีดีแบบ 10 แผ่น (CD Changer) โดยเฉพาะสำหรับรถคันนี้ และมันต้องมีน้ำหนักเบาพิเศษ รวมถึงสามารถทนต่อแรง G ในขณะเข้าโค้งได้ 1.5 G โดยที่การเล่นแผ่นจะต้องไม่มีปัญหาสะดุดมากวนใจ

 

6. รถคันนี้มีกล่องที่สามารถส่งข้อมูลความผิดปกติของตัวรถ กลับไปให้สำนักงานใหญ่ได้

ในปัจจุบัน การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในรถยนต์นั้นสามารถทำได้ง่ายๆ รถยนต์ Eco Car หลากหลายรุ่นในปัจจุบันต่างก็มีฟังก์ชั่นนี้กันแทบทุกคัน แต่ใครจะไปเชื่อว่ารถยนต์จากเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วจะได้รับการติดตั้งกล่องควบคุมตัวหนึ่ง ซึ่งหากตัวรถมีปัญหาเจ้ากล่องตัวนี้จะส่งรายงานปัญหาของตัวรถกลับไปที่สำนักงานใหญ่ของ McLaren โดยทันที ล้ำสุดๆ

 

7. ชุดเครื่องมือของรถคันนี้ ผลิตด้วย Titanium คุณภาพสูง

สุดยอดรถ ก็ต้องมาพร้อมกับสุดยอดชุดเครื่องมือเช่นเดียวกัน โดยชุดประแจรวมถึงชุดเครื่องมือประจำรถนั้นถูกผลิตด้วยวัสดุ Titanium ซึ่งมีน้ำหนักเบา โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการนำชุดเครื่องมือที่ว่าออกประมูล และมันถูกซื้อไปในราคา 7,600 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 260,000 บาท (จะแพงไปไหน ?..)

McLaren F1 tool kits
ชุดเครื่องประจำรถ ทำจากวัสดุ Titanium

 

8. McLaren F1 มีราคาสูงกว่า Bugatti EB110 GT2 เท่า และสูงกว่า Ferrari 512 TR ถึง 5 เท่า

Bugatti เป็นไฮเปอร์คาร์ที่มีราคาสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่คุณรู้หรือไม่ว่า Bugatti EB110 GT2 มีราคาขายในช่วงปี 1991-1995 อยู่ที่ 285,500 ยูโร ซึ่งหากเปรียบเทียบกับราคาค่าตัวของ F1 ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 634,500 ยูโร แล้วล่ะก็ Bugatti ดูราคาถูกไปเลยใช่ไหมล่ะ

 

9. ถึงแม้จะแพงกว่า Bugatti EB110 GT2 ถึง 2 เท่า แต่ F1 ก็สามารถจุผู้โดยสารได้มากกว่า 1 คนเลยนะ

รถซูเปอร์คาร์หรือไฮเปอร์คาร์ส่วนมากแล้วจะมี 2 ที่นั่งด้านหน้า (ที่นั่งคนขับ และที่นั่งผู้โดยสารข้างคนขับ) แต่คุณรู้หรือไม่ว่ารถคันนี้สามารถจุคนได้ถึง 3 คนเลยนะ เพราะรถรุ่นนี้ออกแบบให้ตำแหน่งของผู้ขับขี่อยู่กึ่งกลางของตัวรถเช่นเดียวกับ และจะมีที่นั่งของผู้โดยสารอยู่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของผู้ขับขี่ เรียกได้ว่าเป็นการออกแบบห้องโดยสารที่ล้ำจริงๆ

McLaren F1 interior McLaren F1 interior

 

10. Honda NSX เป็นหนึ่งใน Benchmark ของ McLaren F1

ทีมวิศวกรของ McLaren ได้ทดลองขับซูเปอร์คาร์หลากหลายรุ่นเพื่อที่จะนำข้อมูลกลับมาพัฒนาสุดยอดรถรุ่นนี้ แต่ใครจะไปเชื่อว่า Honda NSX นั้นถือเป็นรถอักหนึ่งคันที่ทีมวิศวกรยกให้เป็นรถต้นแบบในการพัฒนาสมรรถนะด้านการควบคุมของตัวรถ

Honda NSX
Honda NSX

 

11. Honda เกือบที่จะได้เป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ให้กับรถคันนี้

อย่างที่ทราบกันว่ารถคันนี้ใช้ขุมพลังจาก BMW แต่ในความเป็นจริงแล้วในตอนแรก พวกเขาได้ติดต่อไปหาทาง Honda (ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ในทีมแข่งรถ Formula 1 อยู่ในขณะนั้น) โดยขอให้ช่วยสร้างเครื่องยนต์สำหรับรถคันนี้ให้ แต่ทาง Honda กลับปฏิเสธทำให้พวกเขาจำเป็นต้องไปพึ่งพาขุมพลังจาก BMW แทน

McLaren F1 Engine

 

12. McLaren F1 ยังคงเป็นเจ้าของสถิติรถยนต์เครื่อง NA (ไร้ระบบอัดอากาศ) ที่เร็วที่สุดในโลก !!

ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่รถคันนี้ยังคงเป็นเจ้าของสถิติรถยนต์เครื่อง NA (ไร้ระบบอัดอากาศ) ที่เร็วที่สุดในโลกในปัจจุบัน โดยการบันทึกสถิตินั้นมีขึ้นในปี 1998 ซึ่งสถิติความเร็วสูงสุดที่ทำได้ของรถคันนี้คือ 386 กิโลเมตร/ชั่วโมง

McLaren F1

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับบทความที่เรานำมาฝากในวันนี้ หากเพื่อนๆชอบหรืออยากรู้ประวัติของรถรุ่นไหนเพิ่มเติม สามารถคอมเมนท์ไว้ได้เลยนะครับ รับรองว่าแอดมินจัดให้แน่นอนครับ

 

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : carscoops.com / cars.mclaren.com / Supercars.net

รับชมข่าวสารที่หน้าสนใจของ McLaren เพิ่มเติม คลิกที่นี่

รับชมคลิปวีดีโอทดสอบรถของเรา คลิกที่นี

บทความที่น่าสนใจ

เถียงกันไม่จบตกลงแล้ว Nissan GT-R มันคือรถประเภทไหนกันแน่ ใช่ Supercar หรือไม่

idiot

BMW โชว์ความล้ำของระบบ iDrive เวอร์ชั่นใหม่ในงาน CES 2021

Peng

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ “เครื่องยนต์โรตารี่” สุดยอดเครื่องยนต์ยุค 90s จาก Mazda

Nopkung

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy