ทำไมถึงต้องสลับยาง เพื่ออะไรกันแน่?

สำหรับอายุการใช้งานของ “ยาง” หลายๆ คนยังคงเข้าใจว่า ต้องเปลี่ยนทุก 30,000 หรือ 40,000 กม. หรือไม่ก็เปลี่ยนทุก 2 ปีบ้าง ที่จริงยางรถยนต์สามารถใช้งานได้นานจนกว่าดอกยางจะหมดเลยทีเดียว ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น แรงดันลมยาง การรับน้ำหนักของยาง สภาพถนน ลักษณะการขับขี่ สภาพของตัวรถ ช่วงล่าง และอุณหภูมิของพื้นผิวถนน

การใช้งานที่บอกว่าใช้ได้จนกว่าดอกจะหมด หมายถึง กรณีที่ยางไม่มีอาการเสียหาย เช่น บิดเบี้ยวเสียรูป มีร่องรอยการปริแตกฉีกขาด ฯลฯ ก็สามารถใช้งานได้จนกว่าดอกจะหมด เพียงแต่ความกระด้างจะมีมากขึ้น เนื่องจากเนื้อยางแข็งกระด้างเสียงยางจะดังมากขึ้น รวมทั้งประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการเบรคลดลงด้วย แต่ยังคงสามารถใช้งานได้ แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม (หากมีสตางค์ก็รีบเปลี่ยนเถอะ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและเพื่อนร่วมทาง) ส่วนการแตกลายงาของเนื้อยางนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะส่วนผสมที่เกี่ยวข้องกับความเงางาม เช่น แวกซ์สลายตัวออกไป ซึ่งการแตกลายงานั้นคนละแบบกับอาการปริแตกของเนื้อยาง ยิ่งถ้ามีการสลับยางทุกๆ 10,000 กม. ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้ยางแต่ละเส้นมีการสึกหรอที่ใกล้เคียงกัน สามารถใช้ยางได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มอายุการใช้งาน

การสลับยาง ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงระยะที่กำหนดเสมอไป ถ้าตรวจเช็คอยู่เป็นประจำแล้วพบหน้ายางนั้นเริ่มมีการสึกหรอที่ผิดปกติเกิดขึ้น ต้องทำการตรวจเช็คและแก้ไขหาสาเหตุที่เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงสลับยางใหม่ ไม่ควรรอให้ถึงระยะที่กำหนด จะยิ่งทำให้มีการสึกหรอมากขึ้นจนแก้ไขไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนยางใหม่โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่วิ่งทางไกลและใช้ความเร็วสูงเป็นประจำ การสึกหรอยิ่งเกิดเร็วขึ้น และอาจจะต้องเปลี่ยนยางเร็วกว่าที่ควรจะเป็นด้วยซ้ำ

ทำไมต้องสลับยาง?

หลายๆ คนใช้รถโดยไม่เคยรู้เลยว่ารถของตัวเองต้องสลับยาง (ยกเว้นถ้าเข้าศูนย์บริการเพื่อเช็คระยะ ช่างอาจมีการแนะนำให้สลับยาง) และก็มีหลายคนย้อนถามว่า ทำไมต้องสลับยาง? เพราะยางรถยนต์ถูกออกแบบมาให้ทนต่อสภาพแวดล้อม รวมถึงต้องสามารถรับน้ำหนักบรรทุกโดยไม่ทำให้การทรงตัวของรถเปลี่ยนแปลง การวิ่งไปในเส้นทางต่างๆ ย่อมส่งผลให้มีการสึกหรอของยางด้านหนึ่งด้านใดไม่เท่ากัน

ดังนั้นเมื่อใช้รถยนต์ไปได้สักระยะหนึ่ง หรือประมาณ 10,000 กม. ควรสลับยางระหว่างล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลัง เพื่อให้ดอกยางล้อคู่หน้ากับคู่หลัง มีการสึกหรอที่เท่าเทียมกันนั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้ประสิทธิภาพของยางได้เต็มที่ทุกเส้น แถมยังช่วยยืดอายุการใช้งานของยางอีกทางหนึ่งด้วย เพราะยางรถยนต์เป็นส่วนประกอบหนึ่งเดียวของรถที่ต้องเสียดสีกับพื้นถนนอยู่ตลอดเวลา เป็นผลให้เกิดการสึกหรอเร็วกว่า

การสลับยางทำได้โดยการเข้าใช้บริการศูนย์บริการ-จำหน่ายยาง ที่มีอยู่ทั่วไปในราคาไม่กี่บาท ที่แนะนำวิธีนี้เนื่องจากคนที่ไม่มีความรู้ ความชำนาญ หรือเครื่องมือในการทำ หรือกล่าวง่ายๆ คือ สะดวก นั่นเอง แต่เดี๋ยวนี้ศูนย์จำหน่าย-บริการ ต่างก็มีโปรโมชัน เมื่อเปลี่ยนยางกับที่ร้าน มักจะมีการแถมบริการสลับยาง+ถ่วงล้อ ฟรี ! พ่วงเข้าไปอยู่แล้ว จึงไม่น่าเป็นกังวลเท่าไหร่นัก

ถ้าไม่สลับยางจะเกิดอะไรขึ้น?

ถ้าไม่สลับยางตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ การสึกหรอของยางทั้ง 4 เส้นจะไม่เท่ากัน โดยปกติยางมักจะมีการสึกหรอบริเวณขอบนอกหรือขอบในของยาง ทำให้หน้าสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนนน้อยลง ประสิทธิภาพการยึดเกาะจึงน้อยลงตามไปด้วย พวงมาลัยจะเบี้ยวไม่ตรง มักจะกินซ้ายหรือขวาเล็กน้อย นอกจากนี้การสึกของยางที่ไม่เท่ากันมากๆ เวลาเบรคแรงๆ มักจะดึงซ้ายหรือดึงขวาไปด้านใดด้านหนึ่ง หากเกิดขึ้นขณะใช้ความเร็วสูงๆ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย การสึกหรอของยางคู่หน้าจะมีมากกว่ายางคู่หลังโดยเฉลี่ย 2-3 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากภาระต่างๆ จะตกอยู่ที่ล้อคู่หน้าเป็นส่วนใหญ่ การบังคับทิศทางการเลี้ยวก็ตกอยู่ที่ด้านหน้า รวมถึงการเบรกลดความเร็วรถ ก็ล้อคู่หน้าเช่นเดียวกัน


 

บทความที่น่าสนใจ

6 สเต็ป..มีสติที่ต้องทำ หากพบอุบัติเหตุรถชนบนท้องถนน!

idiot

วิธีตรวจเช็ก “ไดชาร์จ” หรือ “แบตเตอรี” เสียกันแน่!!!

idiot

​4 วิธี ทำรถร้อนให้เย็นทันใจ หากจอดรถตากแดด

idiot