15 อันดับ! รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกประจำปี 2017

ในปัจจุบันนี้นวัตกรรมยานยนต์ในโลกถือว่าก้าวไกลเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะของเครื่องยนต์ทรงพลัง รูปทรงโฉบเฉี่ยวล้ำสมัย  ความหรูหรา และความปลอดภัย ค่ายรถยนต์ระดับโลกทำงานกันอย่างหนักในทุกวัน เพื่อสร้างรถยนต์ที่ดีที่สุดมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า วันนี้เราจึงพาไปดู 15 สุดยอดรถยนต์ ที่แพงที่สุดในโลกแห่งปี 2017 กันว่าจะมีอะไรกันบ้าง

อันดับที่ 15 : Pagani Huayra BC สนนราคาจำหน่ายที่ 2,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 87,575,000 บาท

รถสปอร์ตสุดหรูจากค่าย Pagani จากประเทศอิตาลี ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ AMG V12 ขนาด 6.0 ลิตร เทอร์โบคู่ มีแรงม้ามากถึง 800 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 1,100 นิวตัน-เมตร ที่ 2,250-4,500 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ Sequential 7 สปีด โดยมีน้ำหนักเพียง 1,350 กิโลกรัม 

สำหรับ Huayra BC เป็นรุ่นที่พัฒนามาต่อจาก Huayra คือ ใช้วัสดุที่เบาลงและแข็งแรงกว่าเดิม ทำให้น้ำหนักของตัวรถเบาลงจากเดิมถึง 132 กิโลกรัม และที่สำคัญ รถรุ่นนี้ผลิตออกมาเพียง 20 คันเท่านั้น และตอนนี้รถทุกคันก็ได้ขายหมดเกลี้ยงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อันดับที่ 14 : Bugatti Veyron -Grand Sports Vitesse สนนราคาจำหน่ายที่ 2,600,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 91 ล้านบาท

Bugatti เป็นค่ายรถยนต์หรูจากประเทศฝรั่งเศษ ซึ่งเป็นรถยนต์เปิดประทุนที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก ด้วยการทำความเร็วสูงสุด 408.84 กม./ชม. ในสนามทดสอบของ Volkswagen โดยได้รับการรับรองจาก German organization for Technical Inspection and Certification (TÜV) ให้เป็นรถเปิดประทุนที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งมีเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8 ลิตร พร้อมเทอร์โบชาร์จ 4 ลูก ให้กำลังสูงสุด 1,200 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตัน-เมตร ที่ 3,000-5,000 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.4 วินาที

 

อันดับที่ 13 : Ferrari FXX K สนนราคาจำหน่ายที่ 2,700,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 95 ล้านบาท

รถยนต์จากประเทศอิตาลี FXX K ที่ถูกผลิตมาเพียง 32 คันเท่านั้น และทั้งหมดได้ถูกจองและจำหน่ายทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว ไฮเปอร์คาร์คันนี้พัฒนามาจากรถแข่งของ LaFerrari ใช้เครื่องยนต์บล็อก V12 ความจุกระบอกสูบ 6.2 ลิตร พละกำลัง 860 แรงม้าทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 190 แรงม้า ทำให้รวมแล้วได้พละกำลังรวมถึง 1,050 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ระดับ 900 นิวตัน-เมตร โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ 4 รูปแบบ เริ่มจาก Qualify ที่ให้สมรรถนะสูงสุดสำหรับการขับขี่ระยะสั้นในสนามแข่ง โหมด Long Run มอบสมรรถนะสูงอย่างคงที่ต่อเนื่อง โหมด Manual Boost รีดแรงบิดได้ทันท่วงทีเพื่อเร่งแซงและ Fast Charge ที่ช่วยชาร์จแบตเตอรี่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

การออกแบบFXX K คันนี้ก็ถูกออกแบบมาตามหลักแอร์โรไดนามิกอย่างสมบูรณ์แบบ ยางที่ใช้เป็นยางสลิคของพิเรลลี่ มาพร้อมตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับการเกาะถนน อุณหภูมิและแรงดันยางอย่างละเอียด เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ ส่วนภายในติดตั้งเบาะที่นั่งฟูลบั๊กเก็ตซีทโอบกระชับลำตัวทุกโค้ง พวงมาลัยมีสวิทช์ควบคุมสมรรถนะแบบครบวงจร ทั้งระบบ F1-Trac ป้องกันการลื่นไถล, Racing SSC, เฟืองท้าย E-Diff และระบบเบรกเอบีเอส

 

อันดับที่ 12 : Icona Vulcano Titanium สนนราคาจำหน่ายที่ 2,700,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 95 ล้านบาท

Icona Vulcano เป็นรถยนต์จากประเทศอิตาลี ซึ่งรถไฮเปอร์คาร์สุดโหดคันนี้เป็นรถรุ่นแรกของโลกที่นำวัสดุไทเทเนียมมาใช้เป็นตัวถัง แทนที่จะใช้อลูมิเนียมหรือคาร์บอนไฟเบอร์ โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 ซุปเปอร์ชาร์จ ให้พละกำลัง 670 แรงม้า และแรงบิด 840 นิวตัน-เมตร สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 2.8 วินาที

 

อันดับที่ 11 : Koenigsegg One : 1 สนนราคาจำหน่ายที่ 2,850,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 100 ล้านบาท

Koenigsegg (โคนิกเซกก์) รถสปอร์ตจากประเทศสวีเดน ที่ผู้ผลิตตั้งเป้าไว้ว่าจะผลิตเพียง 6 คันเท่านั้น นับได้ว่าเป็นรถที่เร็วที่สุดในโลกอีกคันหนึ่งเช่นกัน โดยทำสถิติความเร็วสูงสุดถึง 440 กม./ชม. เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5,000 ซีซี. ให้พละกำลัง 1,341 แรงม้า แรงบิด 1,371 นิวตัน-เมตร มาพร้อมเกียร์คลัชคู่ 7 สปีด เมื่อเทียบกับน้ำหนักรถ 1,341 กิโลกรัม จะทำให้เครื่องยนต์รับภาระ 1 แรงม้าต่อ 1 กิโลกรัม จึงเป็นที่มาของชื่อรถนั่นเอง One ถือได้ว่าเป็นรถสปอร์ตในระดับ Mega car (รถที่มีเครื่องยนต์กำลังสูงกว่า 1 เมกะวัตต์) คันแรกของโลก ซึ่งดีไซน์ภายนอกจะเหมือนกับ Koenigsegg Agera R มีเพียงเพิ่มชุดแต่งเล็กน้อยเท่านั้น

 

อันดับที่ 10 : Mercedes AMG R50 สนนราคาจำหน่ายที่ 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 105 ล้านบาท

Mercedes AMG จากค่ายรถหรูจากประเทศเยอรมัน สำหรับรุ่น R50 นี้ ยังคงไม่มีความแน่ชัดเท่าไหร่นัก มีเพียงตัวที่เป็นคอนเซ็ปท์คาร์และข่าวลือออกมาเท่านั้น ว่าทาง Mercedes จะเริ่มก้าวเข้าสู่ตลาดรถไฮเปอร์คาร์ เพื่อแข่งกับค่ายดังค่ายอื่นๆ และคาดว่า R50 จะใช้ขุมพลังของรถ Formula 1 มาเป็นเครื่องยนต์ และปรับแต่งให้เข้ากับสมรรถนะการใช้งานบนท้องถนน แรงม้า 1,300 และน้ำหนักของตัวรถ ไม่ถึง 1,300 กิโลกรัม เท่ากับมีอัตราแรงม้าต่อน้ำหนักรถ 1 : 1 กันเลยทีเดียว คาดว่า R50 จะสามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2 วินาที และความเร็วสูงสุดน่าจะพุ่งขึ้นไปเกินกว่า 354 กม./ชม.

อย่างไรก็ตาม Mercedes AMG R50 ยังไม่ปรากฎอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด สำหรับรูปภาพที่นำมาประกอบให้ชมนี้เป็นเพียงภาพต้นแบบของ Mercedes-AMG Vision Gran Tourismo Concept ตั้งแต่ปี 2013 เท่านั้น

 

อันดับที่ 9 : Ferrari Pininfarina Sergio สนนราคาจำหน่ายที่ 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 105 ล้านบาท

Pininfarina Sergio จากประเทศ อิตาลี เป็นรถรุ่นพิเศษที่ทางเฟอร์รารี่ผลิตขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ เซอร์จิโอ พินินฟาริน่า (Sergio Pininfarina) นักออกแบบของเฟอรร์รารี่ผู้ล่วงลับไปแล้ว สำหรับรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4,500 ซีซี. ให้พละกำลัง 605 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 3 วินาที เป็นแบบ 2 ประตู 2 ที่นั่ง เน้นความสปอร์ตและความโฉบเฉี่ยว และที่สำคัญ รุ่นนี้ผลิตออกมาเพียง 6 คันเท่านั้น และทั้งหมดได้ถูกจองและจำหน่ายหมดตั้งแต่วันเปิดตัวกันเลยทีเดียว

 

อันดับที่ 8 : Bugatti Veyron by Mansory Vivere สนนราคาจำหน่ายที่ 3,400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 119 ล้านบาท

รถยนต์จากประเทศฝรั่งเศษ ที่ตัวรถผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคัน ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานกว่าเหล็กถึง 5 เท่า และมีน้ำหนักเบากว่ามาก รถคันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 16 สูบ 8,000 ซีซี. 4 เทอร์โบ พละกำลัง 1,200 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 434 กม./ชม. แต่เพื่อความปลอดภัยจึงถูกจำกัดไว้ที่ 415 กม./ชม. ซึ่งเป็นเครื่องยนต์และโมเดลรถยนต์เดียวกันกับรุ่น Veyron 16.4 แต่มีการแต่งเพิ่มเติม เช่น LED แบบเฉพาะของ Mansory

 

อันดับที่ 7 : Lykan HyperSport สนนราคาจำหน่ายที่ 3,400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 119 ล้านบาท

Lykan HyperSport ถูกผลิตโดยบริษัท W Motor ประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกและรุ่นเดียวของบริษัท ที่ผลิตมาเพียง 7 คันเท่านั้น โดยเจ้ารถคันนี้เคยอยู่ในภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Fast and Furious 7 ในฉากที่รถพุ่งข้ามตึก และอยู่ในเกมส์บนโทรศัพท์มือถือเช่น อัสฟัลต์ 8:แอร์โบร์น (Asphalt 8: Airborne), จีที 2 เรซซิ่ง 2 (GT Racing 2) โดยไลแคนคันนี้ใช้เครื่องยนต์ ทวินเทอร์โบ 6 สูบ ขนาด 3.7 ลิตร 3,746 ซีซี. สามารถให้กำลังได้ที่ 522 กิโลวัตต์ และแรงบิดที่ 960 นิวตัน-เมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 385 กม./ชม. และเร่งอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.8 วินาทีเท่านั้น

 

อันดับที่ 6 : McLaren P1 LM สนนราคาจำหน่ายที่ 3,700,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 130 ล้านบาท

McLaren P1 LM รถยนต์จากค่าย McLaren Automotive สัญชาติอังกฤษ ซึ่งเจ้า P1 LM คันนี้แท้ที่จริงแล้วก็คือ McLaren P1 GTR นั่นเอง แต่ที่พิเศษกว่านั่นก็คือ Lanzante ซึ่งเป็นสำนักโมดิฟายรถแข่งชื่อดังได้นำเจ้า P1 มาปรับแต่งใหม่ โดยการเปลี่ยนหลังคาเป็นคาร์บอนไฟเบอร์, ท่อไอเสียเป็นไทเทเนียมทั้งเส้น, อัพเกรดแอโรพาร์ทเพื่อสร้างแรงกดเพิ่มเติม Front Splitter ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถูกติดตั้งไว้แทนลิ้นหน้าอันเดิม, สปอยเลอร์หลังก็ถูกเพิ่มขนาดเช่นเดียวกัน และการอัพเกรดแอโรพาร์ทในครั้งนี้ก็ทำให้ P1 LM มีแรงกดมากกว่า P1 GTR ถึง 40% เลยทีเดียว

McLaren P1 LM ใช้เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ 3.8 ลิตร V8 + McLaren electric ECU moto ปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูง เครื่องยนตร์กลางลำท้าย ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.8 วินาที, จาก 0-200 กม./ชม. ในเวลา 6.8 วินาที และ 0-300 กม./ชม. ในเวลาเพียง 16.5 วินาที ความเร็วสูงสุดของเครื่องยนต์ไฟฟ้า สามารถทำได้ที่ 349 กม./ชม.

 

อันดับที่ 5 : Ferrari LaFerrari Aperta สนนราคาจำหน่ายที่ 3,800,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 133 ล้านบาท

ซุปเปอร์คาร์ไฮบริดที่แรงที่สุดในโลกจากค่าย Ferrari ที่เปิดประทุนได้คันแรกของโลก ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ระบบไฮบริด ขุมพลัง V12 พละกำลัง 800 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 163 แรงม้า ทำให้มีพละกำลังรวมอยู่ที่ 963 แรงม้า แรงบิดมากกว่า 900 นิวตัน-เมตร ความเร็วสูงสุดทีทำได้ 349 กม./ชม. ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3 วินาที และในปี 2017 จะผลิตรถรุ่นนี้เพียง 150 คันเท่านั้น และทั้งหมดได้ถูกจองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อันดับที่ 4 : Aston Martin AM-RB 001 สนนราคาจำหน่ายที่ 3,900,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 137 ล้านบาท

Aston Martin AM-RB 001 ไฮเปอร์คาร์สัญชาติอังกฤษ ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง Aston Martin และ ทีมแข่ง F1 ของ Red Bull เพื่อสร้างรถที่มีจุดเด่นเรื่องน้ำหนักที่เบา และมีประสิทธิภาพสูงทั้งบนถนนและในสนามแข่ง ข้อมูลทางเทคนิคเบื้องต้น ทางAston Martin ระบุว่าใช้เครื่องยนต์ใหม่แบบ V12 สูบ 7.0 ลิตร 820 แรงม้า ปราศจากระบบอัดอากาศวางกลางลำ โดยจะมีพละกำลังเท่ากับน้ำหนักตัวรถเพื่อให้ได้อัตราส่วน แรงม้า/น้ำหนัก เท่ากับ 1:1 หรือพูดง่ายๆ ว่าม้า 1 ตัวจะต้องแบกน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัมเท่านั้น นอกจากนี้ทางผู้ผลิตยังได้วางแผนไว้ว่าจะผลิตเพียง 99-150 คันในรุ่นมาตรฐาน และ 25 คันทีท่เป็นรุ่นพิเศษ

 

อันดับที่ 3 : Lamborghini Veneno Roadster สนนราคาจำหน่ายที่ 4,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 160 ล้านบาท

Lamborghini Veneno Roadster รถยนต์จากประเทศอิตาลีคันนี้ใช้เครื่องยนต์ V 12 ขนาด 6.5 ลิตร 750 แรงม้า ระบบเกียร์แบบ ISR gearbox 7 สปีด ความเร็วสูงสุดประมาณ 355 กม./ชม. อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 2.9 วินาที ซึ่งจุดเด่นของ Veneno Roadster ที่แตกต่างจากรถคันอื่นๆ ก็คือห้องคนขับจะเหมือนกับห้องนักบินที่เปิดโล่ง ให้ความรู้สึกสนุกและเร้าใจในการขับ โครงสร้างของรถใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่ให้ความแข็งแรง ออกแบบตามหลักแอร์โรไดนามิก เพื่อให้เกิดการต้านลมน้อยที่สุด และที่สำคัญจะมีการผลิตเพียง 9 คันเท่านั้น

 

อันดับที่ 2 : Koenigsegg CCXR Trevita สนนราคาจำหน่ายที่ 4,800,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 170 ล้านบาท

Koenigsegg CCXR Trevita ซึ่งในภาษาสวีเดนของ “Trevita” แปลว่า “Three whites” ซึ่งหมายถึงจำนวนที่ผลิต คือ 3 คันเท่านั้น สำหรับรถคันนี้จะใช้เครื่องยนต์ 4.8 ลิตร Twin supercharged DOHC V8 พละกำลัง 1,018 แรงม้า โดยที่ซุปเปอร์คาร์คันนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สามารถเติมเชื้อเพลิง E85 และ E100 ได้ สำหรับความเร็วสูงสุดทำได้มากกว่า 400 กม./ชม. อัตราการเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.9 วินาที และ 1 ใน 3 คันที่ผลิตออกมานั้นอยู่ที่นักชกคนดังอย่าง ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์

 

อันดับที่ 1 : Mercedes-Benz Maybach Exelero สนนราคาจำหน่ายที่ 8,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 280 ล้านบาท

Mercedes-Benz Maybach Exelero รถยนต์แบรนด์หรูที่อยู่ภายใต้การดูแลของ Mercedes-Benz ประเทศเยอรมัน เป็นโปรเจ็คการพัฒนาที่ค่ายเอ็มเอ็มร่วมมือกับฟัลด้า ไรเฟนแวร์ค (Fulda Reifenwerke) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี โดยใช้เครื่องยนต์ V12 ตัวแรงของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งมีความจุกระบอกสูบ 5,908 ซีซี. และขับเคลื่อนด้วยเทอร์โบคู่ ทำให้มีพละกำลังถึง 700 แรงม้า และจากการทดสอบเอ็กเซอเลโรแล้วสามารถทำความเร็วได้ถึง 351.45 กม./ชม. Maybach Exelero สุดหรูคันนี้ผลิตออกมาจัดแสดงที่เทโปโดรม เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เพื่อจะโชว์สินค้าให้กับฟัลดาเท่านั้น แต่ยังไม่มีโครงการที่จะผลิตออกจำหน่ายในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน


 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Share With: