ลองขับ Nissan Terra นี่มัน PPV สำหรับครอบครัวนี่หว่า

แม้ว่านิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จะเปิดตัว นิสสัน เทอร์ร่า รถยนต์ในกลุ่มรถกระบะดัดแปลง หรือ PPV ช้ากว่าค่ายรถยนต์แบรนด์อื่นๆ ไปหลายปี แต่ก็ต้องบอกว่ายังดีกว่าที่ นิสสัน ไม่กระโดดลงมาเล่นในตลาดนี้เหมือนกับค่าย มาสด้า ที่ประกาศชัดเจนว่าไม่มีการพัฒนารถในกลุ่มนี้อย่างแน่นอน

นิสสัน เทอร์ร่า มีดีพอที่จะยืนหยัดอยู่ในดวทีหรือไม่ ตามมาดูกันครับ carvariety มีโอกาสได้ลองขับนิสสัน เทอร์ร่า อย่างเป็นทางการเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งทางทีมงานนิสสัน ได้จัดวางเส้นทางในการลองขับในทุกรูปแบบทั้งแบบออนโรด ออฟโรด ขึ้นเขา ลงเขา มาแบบครบทุกรูปแบบ แต่น่าเสียดายที่ระยะทางในการขับน้อยไปหน่อย ทำให้ยังมีอะไรที่ คาใจ อยู่อีกพอสมควร

มาเข้าเรื่องการลองขับกันเลยดีกว่า นิสสัน เทอร์ร่า รุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้น รูปร่างหน้าตา ไม่แตกต่างไปจากรุ่นที่ส่งออกไปจำหน่ายในภูมิภาคนี้ แต่สิ่งที่แตกต่างคือ รุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย จะใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่คือ เครื่องยนต์ดีเซล YS23DDTT ทวินเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ DOHC ขนาด 2,298 ซีซี มาพร้อมหัวฉีดเชื้อเพลิงระบบไดเร็คอินเจคชัน ให้พละกำลังสูงสุด 190 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร รวมถึงความสูงของรถที่ต่ำกว่ารุ่นที่เปิดตัวที่ ฟิลิปปินส์ อีก 10 มิลลิเมตร อยู่ที่ 225 มิลลิเมตร

เครื่องยนต์รุ่นนี้ จะมีใส่ใน นิสสัน เทอร์ร่า ที่จำหน่ายในประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ส่วนประเทศอื่นใช้เครื่องยนต์รุ่นเก่าคือเครื่อง YD 2.5 ลิตรเทอร์โบ ที่ใส่ไว้ในรถกระบะนิสสัน นาวารา ที่ขายอยู่ในขณะนี้นั่นเอง

ก็ถือ นิสสัน เทอร์ร่า เวอร์ชั่นไทยแลนด์ ดูเด่น มากกว่าเทอร์ร่า ของประเทศอื่นๆ แต่ความเด่นนี้ จะสามารถ ต่อกร กับ PPV ในตลาดบ้านเราได้หรือไม่ เดี๋ยวได้รู้กันครับ

นิสสัน เทอร์ร่า เปิดตัวมาให้ลูกค้าเลือก 3 รุ่น เป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ 2 รุ่นและรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ 1 รุ่น ประกอบด้วย รุ่น 2.3V 2WD 7AT ค่าตัว 1.316 ล้านบาท ,รุ่น 2.3 VL 2WD 7AT ราคา 1.349 ล้านบาท และรุ่นท็อปสุด 2.3VL 4WD 7AT ราคา 1.427 ล้านบาท ซึ่งผมมองว่า ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าได้แล้วครับ

ครั้งนี้เรามีโอกาสได้ลองขับทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ครับ ก็นับว่าเป็นโอาสที่ดีที่ได้ลองครบรุ่น ตามที่ต้องการเลย

ก่อนที่จะเริ่มขับเทอร์ร่า ผมนั่งมองหน้าตาของ PPV แบรนด์นิสสัน คันนี้ อยู่นานพอสมควร เพื่อพิจารณาความลงตัวในการออกแบบว่าจะสวย ถูกใจ คนไทยหรือไม่ ก็พบคำตอบว่า หน้าตาของ เทอ์ร่า นั้นสวยเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ไม่ได้สวยแบบดุดันแบบออฟโรด อะไรประเภทนั้น แต่เป็นความสวยแบบเท่ๆ แมนนิดๆ ก็เรียกว่าไม่ขี้เหร่ครับ หล่อแบบไม่สะดุดตา ดีกว่า พาไปเที่ยวได้ทั่วไทยแบบไม่อายใคร

แม้ว่าหน้าตาของ เทอร์ร่า จะไม่โดดเด่น แต่สิ่งที่ผมชอบเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของ เทอร์รา ก็คือไม่ว่าจะเป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ หรือ 4 ล้อ ก็มีหน้าตาเหมือนกันหมดทุกประการ มีชุดแต่งเหมือนกัน ไฟหน้า LED เหมือนกัน มีเดย์ไทม์รันนิ่ง เหมือนกัน ขนาดล้อขอบ 18 เหมือนกัน จะมีต่างกันก็ตรง ป้ายอลูมิเนียมด้านท้ายรถเท่านั้นที่ จะบอกว่าเป็นรุ่นใด เริ่มตั้งแต่ V ,VL และ VL4x4

ความเหมือนกันของทั้ง 3 รุ่น ทำให้ผมรู้สึกดีไม่น้อยทีเดียว เพราะไม่ว่าคุณจะขับรถรุ่นถูก หรือรุ่นแพง คุณก็จะได้ความสวย และออปชั่นชุดแต่งภายนอกที่เหมือนกันทุกประการ ทำให้ลูกค้า เทอร์ร่า ทุกรายมีความเท่าเทียมกัน ตราบจนกระทั่งคุณมองไปที่บั้นท้ายของรถถึงจะรู้ว่า เทอร์ร่า ที่เห็นอยู่เป็นรุ่นใด

พูดถึงบั้นท้ายรถ แล้วก็อยู่แถวนี้ก็แล้วกัน ฝาท้ายเต็มบานของเทอร์ร่า ไม่มีระบบเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ ยี่ห้ออื่นก็ไม่มีเหมือนกัน แม้ว่าจะไม่มีระบบไฟฟ้า แต่ฝาท้ายของเทอร์ร่า ก็ไม่ได้หนักมากมายอะไรยกเปิดขึ้นง่ายๆ ครับใช้แรงนิดหน่อยก็ยกได้แล้ว พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังถ้ายกเบาะแถว 3 ขึ้นมาใช้งานพื้นที่เก็บสัมภาระก็จะเหลือไม่มากนัก เก็บกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กได้ประมาณ 2-3 ใบเท่านั้น แต่ถ้าพับเบาะแถว 3 ลงไปราบกับพื้นห้องโดยสารละก็คราวนี้ ที่เก็บสัมภาระเบ้อเริ่มเทิ่ม

การลองขับครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้เข้าลองนั่งทั้งเบาะนั่งแถว 2 แล้วก็แถว 3 บอกได้เลยว่าเบาะที่นั่งแถว 3 สามารถนั่งได้จริงในระดับหนึ่งครับ เพราะเข่าจะค่อนข้างชันจากการออกแบบพื้นห้องโดยสารของเทอร์ร่า ที่ออกแบบมาในลักษณะ Theatre Seat คือระดับของที่นั่งจะเหลื่อมกัน โดยที่นั่งแถว 3 จะมีตำแหน่งสูงสุด รองลงมาคือที่นั่งแถว 2 เพื่อให้ผู้โดยสารในทุกตำแหน่งสามารถมองเห็นทัศนวิสัยด้านหน้ารถได้ เพื่อลดอาการอึกอัด และเมารถจากการเดินทางไกลได้

แม้ว่าขนาดที่นั่งแถว 3 ของเทอร์ร่า จะนั่งได้จริง แต่ก็ขอแนะนำว่าผู้โดยสารในตำแหน่งนี้ควรจะเป็นเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ จะเหมาะสมมากกว่า ทั้งจากขนาดพื้นที่ของที่นั่งแถว 3 ทั้งจากการต้องปีนและมุดเข้าไปนั่งที่ค่อนข้างจะลำบากเสียหน่อย แม้ว่าการพับเบาะแถว 2 เพื่อเปิดทางให้มุดเข้าไปยังที่นั่งแถว 3 จะทำได้อย่างง่ายดายก็ตาม ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้โดยสารแถว 3 ก็มีมาให้ไม่น้อยไม่ว่าจะเป็นที่วางแก้วน้ำ ช่องแอร์ และไฟส่องสว่างในรถ ที่มีให้เฉพาะกับผู้โดยสารแถว 3 กันเลยทีเดียว

ขยับมานั่งที่นั่งแถว 2 บ้างดีกว่า เบาะที่นั่งแถว 2 สามารถปรับเลื่อนขึ้น-ลงได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับผู้โดยสารแถว 3 ถือเป็นจุดดีไม่น้อยเลยทีเดียว หากไม่มีผู้โดยสารตอน 3 เราก็เลื่อนเบาะแถว 2 ออกมาให้สุด ก็จะทำให้พื้นที่วางขาเหลือเฟือเลยทีเดียว

เบาะที่นั่งแถว 2 นั่งสบายดีครับ แถมพื้นที่ของห้องโดยสารยังกว้างอีกด้วย นั่งแล้วไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด พื้นที่ว่างเหนือศรีษะก็มีให้เยอะ มีที่พักแขนพร้อมช่องใส่แก้วน้ำมาให้อีกด้วย พนักพิงสามารถปรับระดับได้อีก ผมลองนั่งแล้วไม่อยากย้ายไปนั่งด้านหน้าเลย แอร์ก็เย็นมีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังครบถ้วนทุกตำแหน่ง และตรงเพดานมีปุ่มปรับระดับความแรงของพัดลมแอร์ ที่ผู้โดยสารทั้งแถว 2 และแถว 3 สามารถเอื้อมมือมาปรับความแรงของพัดลมได้เองเลย น่าเสียดายที่ไม่มีช่องเสียบ USB มาให้สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ต้องไปอาศัยช่อง Power Outlet ที่ซ่อนอยู่ในที่เก็บของบริเวณคอนโซลกลางระหว่างที่นั่งผู้โดยสารตอนหน้า ซึ่งผมมองสายต่อมันจะระโยงระยางไปหมด จุดนี้น่าตำหนิครับ

ขยับไปที่ตำแหน่งผู้ขับ ทุกอย่างค่อนข้างจะคุ้นตา เพราะเจ้าเทอร์ร่า นี้ใช้แพทเทิร์นเดียวกันกับ กระบะนิสสัน นาวารา ทั้งพวงมาลัย คอนโซลหน้า หน้าจอเครื่องเสียง ก็ยังยกมาจากนาวาร่า อยู่เหมือนเดิม

เบาะนั่งปรับตำแหน่งไฟฟ้า มีมาให้เฉพาะผู้ขับเท่านั้น เบาะนั่งด้านข้างแมนนวลล้วนๆ พวงมาลัยปรับได้แค่ 2 ทิศทางคือ บน-ล่างเท่านั้น เข้า-ออก มาใกล้ตัวผู้ขับไม่ได้ เฮ้อ…..น่าเสียดายจริง

พวงมาลัยหุ้มหนังมัลติฟังก์ชั่น ใช้งานง่ายครับ มีปุ่มฟังก์ชั่นสำหรับเปิดปิดระบบต่างๆ ได้จากพวงมาลัย อย่างการปิดเสียงระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวเสียก่อน ก็ต้องไปปิดจากหน้าจอคำสั่ง ซึ่งผมมองว่าค่อนข้างยุ่งยากครับ ควรจะมีปุ่มเปิด-ปิดระบบ อยู่บริเวณแผงคอนโซลด้านหลังพวงมาลัยน่าจะสะดวกกว่า

เครื่องเสียงของเทอร์ร่า แม้ว่าจะเป็นระบบสัมผัสของ KENWOOD แต่บอกได้เลยว่าเป็นรุ่นเก่าแถมเชยอีกต่างหาก ผมว่าเครื่องเสียงของ เทอร์ร่า นี้เมื่อเทียบกับ PPV เจ้าอื่นแล้วพ่ายแพ้ครับ แต่หากมองในแง่การใช้งานก็ใช้งานได้ตามปกติครับไม่มีปัญหา มีฟังก์ชั่นใช้งานครบ ทั้งบลูทูธ เนวิเกเตอร์ MP3 เล่นได้หมดครับ

จะว่าไปแล้ว นิสสัน เทอร์ร่า นั่นเป็นรถที่ทางนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย คาดหวังไว้พอสมควร แต่ด้วยความที่เจ้ารถคันนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาบนแพลทฟอร์มของรถกระบะ นาวาร่า ซึ่งเป็นแพลทฟอร์ม เก่าทำให้ไม่สามารถใส่ฟังก์ชั่นใหม่ๆ เข้าไปได้มากนัก ต้องยอมรับความเป็นจริงกันไป

อย่างระบบครูซ คอนโทรล มีมาให้เหมือนกัน แต่ยังไม่ได้เป็นระบบ Adaptive Cruise Control หรือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ซึ่งก็น่าเสียดายถ้าใส่มา ก็จะทำให้ เทอร์ร่า เด่นขึ้นมากว่าคู่แข่งคนอื่นได้ แต่นี่กลายเป็นว่า ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ใส่เข้ามาเหมือนกับคู่แข่งแทบจะทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนรถออกนอกเลน ระบบเตือนรถในมุมอับสายตา (BSW) ระบบขึ้นลง-ทางลาดชัน

จะมีฟังก์ชั่นที่ล้ำสมัยหน่อย ก็คือ กล้องมองรอบคัน ที่มาพร้อมระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวของวัตถุรอบคันด้วย ซึ่งตรงนี้ผมชอบเพราะช่วยในเรื่องของความปลอดภัยได้มากทีเดียว เพราะปัจจุบันนี้แม้เราจะมีกล้่องมองรอบคัน แต่เราก็อาจจะพลาดไม่ได้มองก็ได้ ชอบๆๆๆๆ รวมถึงฟังก์ชั่นกระจกมองหลังอัจฉริยะ (Intelligent Rear View Mirror IRVM) ที่ใช้กล้องมองหลังช่วยเป็นกระจกมองหลัง เวลาเรามีผู้โดยสารเต็มคันรถ หรือบรรทุกสัมภาระจนทำให้เราไม่สามารถใช้กระจกมองหลังมองมุมมองหลังรถได้

กล้องหลังรถจะทำหน้าที่แสดงภาพหลังรถ โดยที่เราไม่ต้องมองผ่านห้องโดยสาร ก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เรารู้ว่านิสสัน ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนกับการใช้งานของลูกค้า ซึ่งระบบนี้ใช้งานได้จริงครับ กระจกมองหลังก็บานใหญ่ดีมาก ไม่ต้องเพ่งมองเหมือนกับกระจกมองหลังใน นาวาร่า และนิสสัน โน้ต

ลองขับกันเลยอยากรู้แล้วว่า เจ้านิสสัน เทอร์ร่า คันนี้เป็นอย่างไร กดปุ่มสตาร์ท กันเลย ออกตัวด้วยเกียร์ D กันก่อน ถนนด้านหน้ายังโล่ง ลองกดคันเร่งออกตัวแบบแรงๆ รถก็พุ่งออกตัวใช้ได้ครับ ไม่อืดอาดนะ ออกตัวดีกว่าเครื่องยนต์ YD 2.5 ลิตรของนาวาร่า พอสมควร ทั้งๆที่น้ำหนักตัวมากกว่า

การออกตัวไม่อืด แต่ก็ไม่หวือหวาปรู๊ดปร๊าดนะครับ ไปได้เรื่อยๆ ไม่ได้เด่นไปกว่าคู่แข่ง แต่ก็ไม่ขี้เหร่ครับใช้งานได้ในชีวิตประจำวันได้แบบสบายๆ เลย ส่วนอัตราเร่งแซงในความเร็วกลางทำได้ดีพอควร แต่ก็ต้องรอรอบเครื่องยนต์สักนิดหนึ่ง ไม่ถึงกับอืดครับ ความเร็วปลายไหลไปได้เกิน 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าเพียงพอแล้วครับกับการใช้งานในเมืองไทย

แต่ถ้าเราต้องการเร่งแซงแบบแรงๆ หน่อยก็ต้องเปลี่ยนเกียร์มาเป็นโหมด M หรือ แมนนวล แล้วก็สับเกียร์ตามใจชอบ แต่ก็ให้เหมาะสมกับรอบของเครื่องยนต์และความเร็วของรถด้วยนะครับ คุณก็จะได้อรรถรสในอีกความรู้สึกที่หลังจะติดเบาะอยู่ตลอด หน้าจะทิ่มทันทีที่คุณถอนเท้าออกจากคันเร่ง ดังนั้นโหมด M แนะนำว่าให้ใช้ชั่วคราวแบบเฉพาะกิจที่ต้องเร่งแซง หรือ ขึ้น-ลง เขาจะเหมาะที่สุด

การขับบนทางออนโรด บอกได้เลยว่าช่วงล่างนุ่มนวลมาก นั่งสบายไม่น้อยเลยทั้งผู้ขับและผู้โดยสารตอนหลัง ผมให้คะแนนความสบายระดับ 9 เต็ม 10 เลยครับ ช่วงล่างดีมากดูดซับแรงสั่นสะเทือนของพื้นถนนที่ขรุขระได้เป็นอย่างดี ความเงียบภายในห้องโดยสารก็ดีมากครับ มีเสียงรบกวนเข้ามาน้อยมากๆ ส่วนหนึ่งมาจากกระจกหน้าของเทอร์ร่า เป็นกระจกกันเสียงรบกวน รวมถึงยังใส่วัสดุกันเสียงด้านใต้ท้องรถอีกหลายจุดเพื่อกันเสียงรบกวนเข้ามาในห้องโดยสาร ทำให้เทอร์ร่า เป็นรถ PPV ที่มีห้องโดยสารที่เงียบที่สุดคันหนึ่งในตลาดรถยนต์เมืองไทย

มาในเรื่องของการทรงตัวเมื่ออยู่บนทางออนโรด การทรงตัวใช้ได้นะครับ เกาะถนนดีระดับนึงเลยทีเดียว ทั้งในความเร็วต่ำและความเร็วสูง ขับทางตรงๆ ทางโค้งตามถนนทำได้ดีมาก แต่ที่ผมไม่ชอบก็คือ พวงมาลัยที่ Handling ยังไม่คมเท่าที่ควร พวงมาลัยหวิวๆ ยังไงไม่รู้ โดยเฉพาะทางโค้งที่แคบๆ คมๆ ต้องหมุนพวงมาลัยมากกว่าปกติ เลยทำให้ความสนุกในการขับหายไปเยอะพอสมควร

และเมื่อถึงเส้นทางขึ้น-ลงเขา ที่ทีมงานกำหนดเส้นทางขึ้นดอยตุงโดยใช้เส้นทางสายเก่า ที่ทั้งชัน ทั้งแคบ โค้งหักศอกมากมาย ซึ่ง เทอร์ร่า ก็ผ่านมาได้ด้วยดี ทั้งในเรื่องของพละกำลังของเครื่องยนต์ และช่วงล่าง ซึ่งการขับเส้นทางนี้ ใช้เกียร์ M อย่างเดียวครับ อาศัยแรงบิดของเครื่องยนต์ตอนขึ้นเขา และ engine brake ตอนลงเขา ก็ผ่านครับ ทางชันๆ ขึ้นสบายหายห่วง มีก็แต่ การควบคุมพวงมาลัยที่ต้องมีสมาธิหน่อย ซึ่งในเรื่องความคมของพวงมาลัย เทอร์ร่า เป็นรองคู่แข่งครับ

คราวนี้ มาถึงสถานีทดสอบการขับขี่แบบออฟโรดกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นทางลาดชัน ขึ้น-ลง เนินแบบชันจ๋าๆ แถมลื่นอีกต่างๆ เพื่อลองระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ทั้ง 4H และ 4LO ก็ปรากฏว่าด้วยความสูงของตัวรถที่อยู่ที่ 215 มิลลิเมตร ทำให้การขับบนเส้นทางทุรกันดาร ไม่มีปัญหาครับ มุมก้ม มุมเงยของรถเวลาที่ต้องไต่ อยู่ในองศาที่พอดี กันชนหน้าหลัง ไม่มีครูดไปกับพื้นถนน

ในเส้นทางออฟโรด นี้ความโดดเด่นของช่วงล่างที่นุ่มนวล ยังแสดงออร่าออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเราจะลงหลุมลึก แรงๆ แต่ไม่ปรากฏแรงกระแทกหนักๆ ขึ้นมาในห้องโดยสารแต่อย่างใด ช่วงล่างทำหน้าที่ยุบตัว และยึดตัวถังไว้ได้ดีมากๆ ไม่มีจุกเสียดแน่ครับ เวลาตกหลุมหรือวิ่งผ่านทางขรุขระ นุ่มดีจริงๆ คนขับคนนั่ง ไม่มีหัวสั่นหัวคลอนแน่ๆ เจ๋งจริงครับ

หากให้สรุป เอาเป็นว่าขับเรื่อยๆ ท่องเที่ยวกันไปทั่วไทย นิสสัน เทอร์ร่า โคตรเหมาะครับ ขับสบาย นั่งสบายมาก เครื่องยนต์พอดีๆ ไม่แรงมาก แต่พละกำลังพอเพียงในการใช้งานทุกรูปแบบ เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการรถที่มีพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารมากๆ เดินทางไกลสบายๆ ไม่มีปัญหาถ้าต้องการจะลุย

ใช้งานในเมืองผมยังว่าเหมาะเลยครับ เพราะมันนั่งสบาย แอร์เย็น เพลงเพราะ รถติดก็ไม่ต้องกังวล มีจอทีวีสำหรับผู้โดยสารตอนหลังให้เด็กๆ ใช้ฆ่าเวลาได้ด้วย

อัตราการสิ้นเปลืองในเมืองน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตรต่อลิตร นอกเมืองอยู่ที่ 11-12 กิโลเมตรต่อลิตร หากวิ่งไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนะครับ ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวสำหรับรถ PPV

แต่ถ้าให้เลือกผมขอเลือก รุ่น 2.3 VL 2WD 7AT ราคา 1.349 ล้านบาท ดีกว่า เพราะไม่น่าจะได้ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เท่าไหร่ ส่วนฟังก์ชั่นๆอื่นก็คล้ายๆกัน ผมขอประหยัดเงินอีก 5-6 แสนบาทเอาไว้ดีกว่า แถมตอนนี้นิสสัน เขาหันมาเน้นบริการหลังการขายด้วย โดยเจ้า เทอร์ร่า นี้มีระยะเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุก 20,000 กิโลเมตร และรับประกัน 100,000 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว

สรุปฟันธง นิสสัน เทอร์ร่า PPV คันนี้ เหมาะที่เป็นพาหนะของครอบครัวที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยวทั่วไป ไม่ใช่สายลุย สายโหด แต่เป็นสายกิน สายสวย สายเซลฟี่ ที่ต้องการความสบายๆ ตลอดการเดินทาง เทอร์ร่่า ตอบโทย์นี้เลยครับ แถมยังรวมถึงการใช้งานในเมืองได้อย่างลงตัวอีกด้วย


 

บทความที่น่าสนใจ

ก้าวข้าม 3 ประเทศ กับ CR-V Reach Out ก้าวออกไป?ให้ไกลกว่าจินตนาการ (จบ)

preeyanoot

ลอง ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ 18 กิโล/ลิตร เร่งดี นุ่มนวล แต่…ขอหนึบอีกนิดน่ะ

preeyanoot

ก้าวข้าม 3 ประเทศ กับ CR-V Reach Out ก้าวออกไป?ให้ไกลกว่าจินตนาการ (1)

preeyanoot