ย่ำญี่ปุ่นลองขับ นิสสัน LEAF ก่อนขายในไทยปีหน้า

รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์ EV ยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ว่า เป็นทางเลือกใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายต่างประกาศทิศทางการพัฒนายนตรกรรมของตัวเองไปสู่รถยนต์ EV เกือบทั้งสิ้น

และแน่นอนว่าหนึ่งในค่ายรถยนต์ที่เดินหน้าแบบจริงจังกับเทคโนโลยีรถไฟฟ้า และผลิตรถ EV ออกมาจำหน่ายสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการคือ นิสสัน มอเตอร์

280,000 คัน คือตัวเลขยอดขายของ นิสสัน ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของนิสสัน ที่เปิดตัวต่อคนทั่วโลกมาแล้ว 7 ปี และได้รับการตอบรับอย่างมากมาย และกลายเป็นหนึ่งแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งโลกได้รู้ว่า รถEV สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

Zero Emission หรือ การปล่อยค่าไอเสียเป็น 0 คือหนึ่งในปรัชญาการทำงานของนิสสัน ที่ต้องการสร้างรถยนต์นิสสันที่ไร้มลพิษ เป็นมิตรกับโลกใบนี้ และนิสสัน ลีฟ ก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าสามารถทำได้ตามปรัชญาดังกล่าว

และเมื่อเดือนที่ผ่านมา นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัวรถยนต์ นิสสัน ลีฟ เจนเนอเรขั่นที่ 2 ออกสู่สายตาชาวโลก และประกาศวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2560 และจะวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในต้นปี 2561 รวมถึงในยุโรปด้วย

นิสสัน ลีฟ เจนเนอเรขั่นที่ 2 นั้นถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีมากขึ้นกว่า เจนเนอเรชั่น 1 ไม่น้อย ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ รวมไปถีงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยผู้ขับให้มีความสะดวกสบาย ปลอดภัยมากขึ้น เป็นไปตามแนวคิด Nissan Intelligent Mobility   เพื่อก้าวไปสู่ยานยนต์ไร้คนขับ 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เชิญทีมงานของเราไปลองขับเจ้า นิสสัน ลีฟ เจนเนอเรขั่นที่ 2 ตัวจริงกันถึงประเทศญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว ก่อนที่จะนำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในบ้านเราในปี 2561 แต่ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ว่าจะจำหน่ายเมื่อใด และราคาขายจะอยู่ที่เท่าไหร่ คงต้องรอเพลงรอกันไปก่อนนะครับ ตอนนี้รู้แต่เพียงว่า ราคาจำหน่าย นิสสัน ลีฟ เจนเนอเรขั่นที่ 2 ในญี่ปุ่นนั้นตกอยู่คันละประมาณ 9 แสนกว่าบาทเท่านั้น

ส่วนราคาในประเทศไทย นั้นหวังว่าน่าจะอยู่ที่ 1.5 ล้านบาทถ้าใช้สิทธิทางภาษีทั้งหลายเกี่ยวกับการสนับสนุนรถ EV ให้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ถ้าราคายู่ในระดับนี้ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำตลาด แต่หากแพงกว่านี้ก็เหนื่อยแน่

คุณอันตวน บาร์เตส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับเราภายในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ ครั้งล่าสุด ก่อนที่เราจะได้ขับ นิสสัน ลีฟ ว่าการที่นิสสัน ตัดสินใจนำ นิสสัน ลีฟ เจนเนอเรขั่นที่ 2 เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย นั้นไม่ได้คาดหวังในเรื่องของ “ยอดขาย” แต่เพื่อต้องการสร้างให้คนไทย และประเทศไทยเห็นว่า นิสสัน คือผู้นำในเรื่องยนตรกรรมรถไฟฟ้าของโลก มากกว่ามองไปที่ยอดขายแต่เพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่ยอมบอกรายละเอียดเกี่ยวกับนิสสัน ลีฟ เลยว่าจะมาจำหน่ายเมื่อไหร่ ราคาประมาณเท่าใด กลุ่มลูกค้าคือใคร บอกแต่เพียงว่าให้รอวันที่เปิดตัวนิสสัน ลีฟ ตัวนี้ที่เมืองไทยก็แล้วกัน

เรามีโอกาสได้ขับ นิสสัน ลีฟ ในเส้นทางสั้นๆ คือจากสำนักงานใหญ่นิสสัน ไปยังท่าเรือโยโกฮาม่า ที่มีระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร มีเวลาในการขับประมาณ 20 กว่านาที แต่ก็ถือว่าพอเพียงที่จะทำความรู้จักกับ นิสสัน ลีฟ รถไฟฟ้าตัวจริงของนิสสัน กันได้พอสมควร

นิสสัน ลีฟ นี้เป็นรุ่นที่ 2 ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยรูปร่างหน้าตาก็ถือว่าหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว เอ…หรือว่าสวย น่าจะเหมาะกว่า เพราะหน้าตาของ ลีฟ นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้หวือหวา ดูล้ำสมัยอะไรมากนัก หน้าตาเหมือนกับรถยนต์ใช้งานทั่วๆไป เลยครับ เป็นรถ 5 ประตู ธรรมดาๆ คันหนึ่งเท่านั้น

จะมีเพียงป้ายที่บอกว่าเป็นรถไฟฟ้าก็คือคำว่า Zero Emission ติดอยู่ที่ด้านข้างรถและด้านท้ายรถเท่านั้นครับ ที่ทำให้เรารู้ว่ารถคันนี้ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ นั่นก็หมายความว่ารถคันนี้คือรถไฟฟ้านั่นเอง

ถ้าถามว่าสวยหรือเปล่า ส่วนตัวผมมองว่าเฉยๆ ก็เหมือนเรามอง นิสสัน โน้ต นั่นแหล่ะครับ มาในสไตล์เดียวกัน เดินดูรอบๆ คัน ก็ถือว่าลงตัวใช้ได้ครับ เปิดท้ายรถมาก็จะพบกับพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ที่เป็นหลุมลึกลงไป ไม่มีก้อนแบตเตอรี่ให้เห็นเกะกะสายตาอีกแล้ว เพราะแบตเตอรี่ ในนิสสัน ลีฟ ติดตั้งอยู่ใต้เบาะที่นั่งคนขับ ทำให้เบาะที่นั่งของ นิสสัน ลีฟ ดูสูงเอาการอยู่

และเมื่อเบาะที่นั่งอยู่สูง ทำให้ไม่เป็นระนาบเดียวกับพื้นเก็บสัมภาระด้านหลัง มันเลยดูเป็นหลุม รวมทั้งเมื่อพับเบาะหลังลง เบาะหลังก็ไม่ราบไปกับพื้นรถ ซึ่งเลยไม่รู้ว่าจะพับเบาะไปทำไม ซึ่งตรงจุดนี้ผมว่านิสสัน โน้ต ทำได้ดีกว่ามากแต่ก็ต้องยอมรับกันว่าเทคโนโลยีไปกันคนละแบบ และเมื่อแบตเตอรี่ของ นิสสัน ลีฟ อยู่ใต้เบาะนั่งเลยทำให้เบาะที่นั่งของลีฟ อยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างสูงไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับการขับ

วัสดุอุปกรณ์ภายในของ นิสสัน ลีฟ ดูแล้วก็ธรรมดานะครับไม่ได้หวือหวาอะไร ดูแล้วไม่เหมือนกับรถไฟฟ้าอย่างที่ใครหลายคนคาดหวังว่าจะได้เจอกับไฟระยิบระยับดูไฮโซ ไม่มีให้เห็น เข้าไปแล้วคอนโซลกลาง คอนโซลหน้า พวงมาลัยก็ปกติทุกอย่าง จะแตกต่างก็ตรงเกียร์เท่านั้นที่เป็นแบบปุ่มเล็กๆ ไม่ใช่ก้านเกียร์อย่างที่เราคุ้นเคย

มาตรวัดตรงคอนโซลหน้า บอกข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับการทำงานของรถไม่ว่าจะเป็น ปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลือ ระยะทางที่วิ่งได้ ความเร็ว และสัญลักษณ์ของระบบการทำงานอย่าง pro-pilot ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน

กดปุ่มสตาร์​ทกันเลย ไม่ต้องหวังว่าจะได้ยินเสียงเครื่องยนต์อะไรเงียบกริ๊บ มีเพียงไฟที่มาตรวัดขยับไปมาเท่านั้นที่ทำให้เรารู้ว่าระบบเริ่มทำงานแล้ว เลื่อนปุ่มเกียร์มาเป็นตำแหน่ง D เหยียบคันเร่ง เจ้านิสสัน ลีฟ ก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ มอเตอร์ไฟฟ้าที่สร้างพละกำลัง 110 กิโลวัตต์ หรือ 150 แรงม้า และแรงบิดมากถึง   320 นิวตันเมตร ทำงานได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ ครับ ไม่รู้สึกถึงความอืดอาดแต่อย่างใด อัตราเร่งทำได้ดีมาก เพียงแต่เราจะรู้สึกแปลกๆ เวลากดคันเร่งแล้วไม่มีเสียงเครื่องยนต์ แต่รถกลับพุ่งไปข้างหน้า

มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใส่มาใน นิสสัน ลีฟ เจนเนอเรชั่นที่2 นั้นมีจุดเด่นในเรื่องของระยะทางในการวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้ง อยู่ที่ 400 กิโลเมตรซึ่งถือว่าสูงมากในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าด้วยกัน และเป็นระยะทางที่บอกเลยว่าใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อได้ลองขับจริงๆ ปรากฏว่าระยะทางการใช้งานน่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 350 กิโลเมตร หรือต่ำกว่า และก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่ด้วย ถ้าเราเหยียบคันเร่งหนักๆ เร่งแซงบ่อยๅ ระยะทางก็จะลดลงไปด้วย

ในเรื่องของมอเตอร์ไฟฟ้า ผมประทับใจกับอัตราการเร่งแซงที่ทำได้ดั่งใจ ตามความหนักของการกดคันเร่งเลยทีเดียว น่าเสียดายที่การลองขับในครั้งนี้ไม่สามารถทำความเร็วได้มากนัก เพราะมีรถของทีมงานนิสสัน ขับนำหน้าอยู่ตลอด และย้ำหนักแน่นว่าห้ามแซงโดยเด็ดขาด โดยความเร็วที่ใช้ในการขับอยู่ที่ระดับประมาณ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น

แต่จากการสอบถามวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการนิสสัน ลีฟ เกี่ยวกับความเร็วสูงสุดของ นิสสัน ลีฟ ก็ได้คำตอบมาว่า ความเร็วสูงสุดของ นิสสัน ลีฟ นั้นสามารถปรับให้เหมาะสมกับแต่ละตลาด อย่างที่ประเทศญี่ปุ่นก็จะทำไว้ที่ 120 กม./ชม.ตามที่กฎหมายกำหนด แต่หากตลาดใดต้องการความเร็วสูงสุดที่สูงกว่านี้ ก็สามารถปรับแต่ง ECU ตัวควบคุมได้ไม่มีปัญหา ดังนั้นไม่ต้องห่วงครับว่า ลีฟ ที่จะมานำเข้ามาจำหน่ายในไทยจะวิ่งไม่เร็ว

หันมาที่ช่วงล่างกันบ้าง ช่วงล่างของ นิสสัน ลีฟ บอกได้เลยว่าเหมือนรถระดับกลางทั่วไป หรือให้พูดง่ายๆ คือคล้ายกับช่วงล่างของนิสสัน โน้ต นั่นแหล่ะครับคือนุ่มๆ ไม่ออกอาการกระด้างอะไร เกาะถนนดีใช้ได้ในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องของพวงมาลัยนั้น ก็เป็นแบบรถที่ใช้งานในเมืองเป็นหลักคือ เบาๆ หน้าไวนิดหน่อย คือเน้นขับสบายครับ พวงมาลัยไม่คมอะไรมากมาย เพราะทางนิสสัน ไม่ได้ออกแบบให้ ลีฟ มาขับในแนวสปอร์ตอะไร เน้นให้ขับแบบการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไปมากกว่า

ส่วนระบบอัจฉริยะต่างๆ ที่ถูกใส่มาในลีฟ ไม่ว่าจะเป็น คือ ProPILOT, ProPILOT Park และ e-Pedal นั้นทำงานได้ดีนะครับ เหมาะแล้วที่นิสสันจะบอกว่า รถรุ่นนี้คือหนึ่งในรถที่สะท้อนแนวคิดการขับเคลื่อนอัจฉริยะ “นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้” (Nissan Intelligent Mobility)

มาเริ่มกันที่ เจ้า ProPILOT กันก่อนดีกว่า เจ้า ProPILOT คือเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติในช่องจราจรเดียว ซึ่งหากเราจะใช้ก็ต้องกดปุ่มที่พวงมาลัย ระบบนี้ก็จะเริ่มทำงาน แต่ความเร็วต้องมากกว่า 30 กม./ชม. และไม่เกิน 100 กม./ชม.นะครับ ซึ่งเมื่อระบบทำงาน รถจะรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าได้โดยอัตโนมัติ ด้วยการใช้ความเร็วที่เราตั้งไว้  ซึ่งหลายคนอาจบอกว่ามันก็คือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน หรือ Adaptive Cruise Control นั่นเอง

แต่ไม่ใช่ครับ เพราะการทำงานของ ProPILOT ยังฉลาดขึ้นไปอีกขั้น โดยจะทำงานจนถึงรถคันหน้าจอด ระบบจะสั่งการระบบเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อให้รถหยุดนิ่งเอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องกดเบรกแต่อย่างใด เรียกว่าเอาเท้าออกจากทั้งแป้นเบรก และแป้นคันเร่งได้เลย และเมื่อรถหยุดนิ่งแล้ว ตัวรถจะไม่เคลื่อนที่ แม้ว่าเราจะยกเท้าออกจากแป้นเบรกแล้ว และเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ เราก็เหยียบคันเร่งเบาๆ ระบบ ProPILOT ก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง โดยที่เราไม่ต้องมากดเริ่มระบบใหม่อีกครั้ง ซึ่งตรงนี้ปรบมือให้ให้กับความฉลาดของระบบนี้

การทำงานของเจ้า ProPILOT ไม่ได้หมดแค่นี้ครับ เพราะยังเทคโนโลยีนี้ช่วยบังคับทิศทางและรักษาตำแหน่งอยู่กึ่งกลางช่องจราจร คือถ้ารถเราเบี่ยงออกจากเลนที่ขับ โดยไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว ระบบจะเตือน และพวงมาลัยจะดึงกลับมาโดยอัตโนมัติให้รถของเราวิ่งอยู่กลางเลนด้วย ซึ่งถ้าหากเป็นทางตรงๆ ยาวๆ เราสามารถเอามือออกจากพวงมาลัยได้เลยครับ ปล่อยให้รถวิ่งไปตามทางเอง แต่หากเป็นทางโค้ง เรายังต้องช่วงบังคับทิศทางให้รถเลี้ยวไปตามถนน ระบบยังไม่สามารถเลี้ยวตามถนนได้ ซึ่งน่าเสียดายไม่น้อย ถ้าเลี้ยวตามถนนได้ละก็สนุกแน่ๆ

ส่วนระบบอีกหนึ่งระบบที่ผมทึ่ง!! มากก็คือเทคโนโลยี e-Pedal ที่นิสสันบอกว่าจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใหม่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง e-Pedal นั้นเป็นระบบการขับขี่แบบใหม่ ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็ว และเบรก ด้วยแป้นคันเร่งเพียงอย่างเดียว

ก่อนที่เราจะใช้ระบบนี้ ต้องกดปุ่่ม e-Pedal ซึ่งอยู่แถวๆ แป้นเกียร์เสียก่อนครับ เพื่อให้ระบบนี้ทำงาน เมื่อกดปุ่มนี้แล้ว คุณจะได้เจอกับประสบการณ์ในการขับรถแบบใหม่ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน โดยแป้นคันเร่ง จะทำหน้าที่ทั้งเร่ง และเบรกในแป้นเดียวกัน

ลองครับ อย่างนี้ต้องลองเมื่อกด e-Pedal แล้วคันเร่งจะหนักขึ้นมาทันที หรือหน่วงเท้าพอสมควร ต้องใช้กำลังสำหรับกดคันเร่งมากกว่าปกติอยู่พอสมควร เหมือนกับเราเข้าโหมด sport นั่นแหละครับ แต่ความแปลกจะเกิดขึ้นเมื่อเราถอนคันเร่ง รถจะเริ่มเบรกในทันที จะไม่มีการไหลให้เห็น คือการถอนคันเร่งคือการเบรกไปในตัว ถ้าเราถอนคันเร่งจนหมดก็คือการเบรกแบบหยุดนิ่ง ซึ่งเมื่อช่วงขับแรกๆ เล่นเอาหัวสั่นหัวคลอนไม่น้อย เพราะยังจับจังหวะของการถอนคันเร่งไม่ได้ เลยกลายเป็นเบรกแบบหัวทิ่มอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อคุ้นน้ำหนักคันเร่งแล้วก็ขับได้ครับ

ระบบ e-Pedal ส่วนตัวผมว่าน่าจะใช้สำหรับขึ้น-ลงเขา น่าจะเหมาะที่สุด แต่ถ้าเอามาใช้ในเมืองผมว่า มันแปลกๆ เพราะไม่มีช่วงให้เราไหลเลย คือเราต้องเหยียบ-ผ่อนคันเร่งอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้รถเดินหน้า หรือหยุด ซึ่งผมว่าจะเมื่อยน่ะ ถ้ามาเจอรถติดๆแบบบ้านเรา ซึ่งจุดนี้ คงต้องของลองใช้อีกครั้งในวันที่ลีฟ เข้ามาขายในไทยอีกครั้วว่าระบบนี้ทำให้การขับขี่ในเมืองสบายขึ้นจริงอย่างที่ วิศวกรนิสสัน บอกไว้หรือไม่ แต่บอกได้เลยว่า เทคโนโลยีนี้ “เหนือ” มากครับค่ายรถยุโรปยังไม่มีค่ายใดที่มีเทคโนโลยีตัวนี้

ส่วนระบบ ProPILOT Park ก็คือระบบถอยจอดอัตโนมัติ ที่สามารถจอดเข้าซองได้ ทั้งแบบถอยหลังเข้า และเอาหน้าเข้า รวมทั้งการจอดแบบขนานกับฟุตบาธ ซึ่งผมว่า ProPILOT Park ของนิสสัน ยังเป็นรองระบบถอยจอดอัตโนมัติของรถในค่ายยุโรปอยู่พอสมควร การเข้าจอดยังทำได้ค่อนข้างช้า แต่ถ้าเข้าจอดได้แล้วละก็เนี้ยบเป๊ะ ครับ

เอาเป็นว่า นิสสัน ลีฟ คือรถยนต์ไฟฟ้าตัวจริง ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยที่ไม่ต้องมีคำถามอะไรมากมายนัก ไม่จำเป็นต้องรอง้อโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าว่าใครจะมาทำสถานีชาร์จไฟ ตามพื้นที่สาธารณะ เพราะนิสสัน ลีฟ สามารถเสียบปลั๊กไฟบ้านได้อยู่แล้ว ชาร์จไฟ 1 ครั้ง วิ่งได้ 400 กิโลเมตร 3 วันชาร์จสักครั้งก็สบายแล้ว

อยู่แค่ว่า ราคาจำหน่ายในไทยจะอยู่ที่เท่าไหร่ ถ้าไม่เกิน 1.5 ล้านบาทละก็ ขายระเบิดแน่ๆ


 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Share With: