ลองขับ! มาสด้า New CX-5 เครื่องยนต์ดีเซล-เบนซิน ดีกว่าที่คิด นุ่มกว่าที่คาด

หลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน ทีมงานมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ก็จัดทริปลองขับ New CX-5 กับสื่อมวลชนกันแบบให้รู้ดีรู้ชั่วกันไปเลย เพราะเส้นทางที่ทางมาสด้า เตรียมไว้ให้ขับนั้นมีระยะทางกว่า 2,300 กิโลเมตร!! ใช่แล้วครับ..ผมเขียนไม่ผิด! ระยะทางลองขับ 2,300 กิโลเมตร แต่แบ่งเป็น 3 กลุ่ม แตะมือกันไปเรื่อยๆ บนเส้นทางเริ่มต้นตั้งแต่ จังหวัดเชียงราย-น่าน-เลย-อุดรธานี-นครพนม-อุบลราชธานี-กรุงเทพมหานคร ใช้เวลาในการขับทั้งหมด 6 วัน ในถนนทุกรูปแบบ

ผมได้รับการจัดให้อยู่ในสื่อมวลชนกลุ่มแรกต้องรับผิดชอบการขับบนเส้นทาง เชียงราย-น่าน-เลย-อุดรธานี ที่มีคดโค้งมากมายแบบนับไม่ไหวกันเลยทีเดียว แถมขึ้น-ลงเขากันแบบไม่มีเบื่อ ทำให้ได้รู้จักตัวตนของ New CX-5 กันไม่น้อยเลยทีเดียว

หลังจากที่มาสด้า เปิดตัว New CX-5สู่สาธารณชนไปแล้ว ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากแฟนๆ มาสด้าเป็นอย่างดี เห็นได้จากยอดจองที่วิ่งไปแล้วกว่า 1,500 คันกับการเปิดตัวไปไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งถือว่า HOT ไม่น้อยเลยกับ SUV คันนี้

ยอดจองที่จี๊ดจ๊าดของ มาสด้า New CX-5 นั้นมาจากรูปร่างหน้าตาของ มาสด้า New CX-5 ที่ดูโฉบเฉี่ยวขึ้นกว่ารุ่นเดิมมากเอาการ ดูวัยรุ่นขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว แถมขนาดยังใหญ่กว่ารุ่นเดิมอีกด้วย นอกจากนี้ยังใส่ออฟชั่นเจ๋งๆ เอาไว้ไม่น้อยเรียกว่าเหนือกว่าบรรดาคู่แข่งอย่าง Honda CR-V และนิสสัน X-Trail ไปพอสมควรเลยทีเดียว ไม่เสียแรงที่ฝ่ายบริหารมาสด้า บอกว่าดีที่สุดในคลาสนี้แล้ว ซึ่งเมื่อมองไปที่ออพชั่นก็ต้องบอกว่า ใช่!! ครับ

ผมไม่ขอพูดถึงรายละเอียดรูปร่างหน้าตาของ เจ้า มาสด้า New CX-5 กันแล้วนะครับ เพราะได้เขียนกันไปหมดแล้วในวันที่เปิดตัว มาสด้า New CX-5 ใครอยากทราบรายละเอียดไปอ่านย้อนหลังกันได้เลยที่ http://carvariety.com/try-the-new-cx-5-beautiful-up-luxury-just-waiting-prices?ในครั้งนี้ขอเขียนแต่เรื่องสมรรถนะของการขับดีกว่า

สำหรับรถ มาสด้า New CX-5 ที่ถูกเตรียมมาให้ลองขับนั้นมีทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกัน คือ SP หรือรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ตัวท็อป สนนราคาก็อยู่ที่ 1.53 ล้านบาท ,รุ่น XD หรือรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD) สนนราคา 1.56 ล้านบาท และรุ่นท็อปสุดคือ XDL เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) สนนราคาอยู่ที่ 1.77 ล้านบาท

ซึ่งรถทั้ง 3 รุ่นนี้มีความแตกต่างกันพอสมควร โดยรุ่นท็อปของ มาสด้า New CX-5 ทั้งเครื่องยนต์ ดีเซล และเบนซิน จะมีออปชั่นด้านไฮเทคมาให้อย่างครบครันนั่นคือ i-ACTIVSENSE เทคโนโลยีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น ระบบ MRCC (Mazda Radar Cruise Control) หรือ ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ ที่จะปรับระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้า หากพบรถคันหน้าที่มีความเร็วน้อยกว่า ระบบจะทำการปรับลดความเร็วลงตามความเร็วของรถคันหน้าและรักษาระยะห่างกับรถคันหน้าให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ โดยผู้ขับสามารถปรับระยะห่างจากรถคันหน้าได้จากสวิตช์ที่พวงมาลัย ทั้งนี้ ระบบจะกลับไปใช้ความเร็วเดิมที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีรถอยู่ด้านหน้า ,ระบบ LDWS (Lane Departure Warning System) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน ,ระบบ Windshield Active Driving Display ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ,SBS (Smart Brake Support) ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ ซึ่งระบบเหล่านี้จะมีแต่เฉพาะรุ่น SP และ XDL เท่านั้น รุ่นอื่นไม่มีนะจ้ะ

ระบบเหล่านี้ ถามว่าจำเป็นหรือไม่ บอกได้เลยว่าถ้าพอจะมีกำลังซื้อละก็ เอาไปเถอะครับ เพราะเป็นระบบที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทั้งสิ้น แถมเป็นระบบที่ทันสมัยเสียด้วย ควรจะมีติดตั้งอยู่ในรถของเราทั้งสิ้น

ส่วนออปชั่นอื่นๆ ผมเฉยๆ นะอย่างออปชั่น ฝาหลังปิด-เปิด ด้วยระบบไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ ถ้ามีมาให้ก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ซึ่งเจ้ามาสด้า CX-5 ใหม่นั้นไม่มีระบบเปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้า เหมือนกับคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง ฮอนด้า CR-V ก็ถือไม่ได้ด้อยไปกว่ากันมากนัก เพียงแค่ความสะดวกสบายหายไปเท่านั้น

แต่สิ่งที่ มาสด้า CX-5 ใหม่ มีมาทดแทนคือห้องเก็บสัมภาระที่ค่อนข้างกว้างขวาง และการพับเบาะตอนหลังที่ทำได้ง่ายมาก โดยไม่จำเป็นต้องเอื้อมมือไปดึงสลักที่ตัวเบาะหลัง แต่เขามีก้านพับเบาะหลังอยู่บริเวณด้านข้างของห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ทำให้เราพับเบาะหลังให้ราบลงไปได้ทันทีที่เราต้องการ เพียงแค่เปิดฝาท้ายแล้วก็ดึงสลักที่อยู่ด้านข้างห้องเก็บสัมภาระได้เลย ชอบๆ

ความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร ก็ถือว่าใช้ได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเป็นผู้โดยสารตอนหลังผมว่ายังแคบไปนิด โดยเฉพาะพื้นที่วางขาที่ผมมองว่าค่อนข้างแคบ ยิ่งถ้าผู้โดยสารตอนหน้าถอยเบาะมาด้านหลังจนสุดละก็หายใจลึกเลย ผมมีโอกาสนั่งที่นั่งหลังอยู่ไม่นานค่อนข้างจะขยับตัวลำบาก แค่ขยับขายกมาไขว่ห้างยังยากเลยครับ

นั่นคือความแคบของพื้นที่วางขา แต่ถ้าเป็นเรื่องของเบาะหลังละก็ ?ผ่านยาว? นั่งสบายใช้ได้เลย องศาของพนักพิงเบาะหลังกำลังดีเดินทางไกลไม่เมื่อยหลังแน่ แถมมีที่พักแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำมาให้ด้วย เยี่ยมยอด และที่พักแขนนี้ยังมีช่องเสียบ USB อีก 2 ช่องให้อีกด้วย เรียกว่าผู้โดยสารตอนหลังไม่ต้องไปง้อ ขอเสียบสายชาร์จโทรศัพท์จากช่องเสียบ USB จากผู้โดยสารตอนหน้า จุดนี้ดีงามมากกก

มาลองขับกันเลยดีกว่าครับว่าเจ้า มาสด้า CX-5 ใหม่ นี้เป็นอย่างไร

ตำแหน่งที่นั่ง ตำแหน่งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นอยู่ในตำแหน่งที่ดีครับ พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง ทำให้ง่ายต่อการปรับตำแห่งให้เหมาะกับการใช้งาน

กดปุ่มสตาร์ท เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเสียงเครื่องยนต์ดีเซลในมาสด้า CX5 ใหม่นี้ เสียงเงียบขึ้นและสั่นน้อยลงมากเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ว่าแล้วเข้าเกียร์ D กันเลยดีกว่า เส้นทางโหดๆ ข้างหน้ารอเราอยู่

เครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIVE-D 2.2 DOHC ให้แรงม้ามากถึง 175 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์เพียง 4,500 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุดทึ่ 420 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ 2,000 รอบต่อนาที เป็นเครื่องยนต์ที่ทำงานได้ดีมากเหมือนเดิมครับ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเร่งแซงที่ทำได้ดีมาก แตะคันเร่งทีไรหลังติดเบาะทุกที พละกำลังเหลือเฟือมากครับ ยิ่งตอนขับขึ้นเขาทางชันๆ ไม่ต้องกังวลกับกำลังเครื่องยนต์ว่าจะหมดกลางทาง หรือถ้าไม่มั่นใจก็สามารถปรับเกียร์จากเกียร์ D มาเป็นโหมด M แล้วเล่นเกียร์ขึ้น-ลง ตามใจเราได้เลย

ถ้าเป็นทางตรงละก็ไม่มีปัญหาใส่กันยาวๆ ไปได้เลย แม้ว่าจะลากรอบเครื่องยนต์แต่เสียงของเครื่องยนต์ที่เข้ามาในห้องโดยสารนี้ก็ถือว่าน้อยมากครับ เอาเป็นว่า เครื่องยนต์ดีเซลตัวนี้ ยังคงทำหน้าที่ ?ขั้นเทพ? ได้เป็นอย่างดี

หันมาที่เครื่องยนต์ เบนซิน SKYACTIVE-G ขนาด 2.0 ลิตร มีแรงม้าสูงสุดถึง 165 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 210 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ 4,000 รอบต่อนาที โดยเจ้าเครื่องยนต์เบนซินรุ่นนี้ หากพูดในเรื่องความแรงของเครื่องยนต์ สู้เครื่องดีเซลไม่ได้แน่ๆ ในเรื่องของความแรง แต่หากมองในเรื่องของความราบเรียบของเครื่องยนต์ การไหลลื่นของอัตราเร่ง เครื่องเบนซินในรุ่น SP ไม่ขี้เหร่เลยครับ การทำงานของเครื่องยนต์ทำได้ดีมากในเส้นทางปกติ ขับสบายๆ ไม่มีอาการลากรอบอะไรมากนัก ถ้าขึ้นเขาชันๆ ก็ต้องยอมเครื่องดีเซลในเรื่องของพละกำลัง แต่เครื่องเบนซินก็ไปได้เรื่อยๆ ขึ้นได้ทุกดอยแต่อาจจะช้าหน่อย ต้องรอรอบเครื่องยนต์พอสมควร

ถ้าขับเส้นทางปกติระหว่างเมืองทั่วไป ผมว่าเครื่องยนต์เบนซินจะขับสบายกว่า ดีเซล ด้วยซ้ำ

ขณะที่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดนี้ ถูกปรับแต่งให้ฉลาดมากขึ้นและตอบสนองดีกว่ารุ่นก่อน ที่บอกว่าฉลาดขึ้นคือเกียร์จะถูกเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการขับขี่ได้ดีกว่ารุ่นเดิมมากเลยครับ อย่างตอนขับลงเขามาเร็วๆ แล้วผมเบรกปรากฏว่าเกียร์ถูกปรับต่ำลงมารอสำหรับการเร่งเครื่องเพื่อขึ้นเขาต่อเลย ตรงนี้ผมชอบมากครับ ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนเกียร์เองให้วุ่นวาย

ส่วนเรื่องการทรงตัวกลายเป็นอีก 1 จุดเด่นของ มาสด้า CX-5 ใหม่ที่ได้ถูกติดตั้งระบบ GVC (G-Vectoring Control) หรือระบบควบคุมสถานะการขับขี่อัจฉริยะที่มีใส่ไว้ในมาสด้า 3 คราวนี้ถูกนำมาใส่ไว้ใน มาสด้า CX-5 ใหม่แล้ว เจ้าระบบนี้ช่วยให้การเข้าโค้งทำได้เนียนมากขึ้น เพราะระบบจะถ่ายกำลังของเครื่องยนต์ไปยังล้อแบบสัมพันธ์กับความเร็ว เพื่อป้องกันล้อเสียการทรงตัว เลยทำให้การขับเป็นไปค่อนข้างจะนุ่มนวลครับ เข้าโค้งได้ง่ายขึ้นและนุ่มนวลขึ้น

ที่สำคัญระบบนี้จะช่วยลดการโยนตัวของห้องโดยสาร ที่จะเหวี่ยงน้อยลงเมื่อรถไหลเข้าโค้ง ซึ่งเมื่อลองมานั่งด้านหลังรถก็โยนตัวน้อยลงจริงครับ แต่ด้วยโค้งที่มันมากมายแบบนับไม่ถ้วน ทำให้เราหนีไม่รอดกับอาการคลื่นไส้ และเวียนหัว แต่ยังดีที่ยังไม่ถึงขึ้นต้องคายอาหารเก่าออกมา ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าไม่มีระบบ GVC กับการขับในเส้นทางนี้ด้วยความเร็วอย่างนี้ บอกได้เลยมีพุ่งแน่

อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องพูดคือเรื่องของช่วงล่างที่ มาสด้า CX-5 ใหม่ ถูกแก้ไขปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็น ?คนละคน? เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม เพราะเจ้าช่วงล่างของรุ่นนี้ถูกปรับให้ ?นุ่มนวล? มากขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว นุ่มนวลในระดับที่เหมาะกับการใช้งานสำหรับครอบครัวแล้วไม่กระเด้งกระดอนเหมือนรุ่นก่อน นั่งทางไกลสบายขึ้นเยอะครับ

และความนุ่มของช่วงล่างนี้ยังมาพร้อมกับการเกาะถนนที่อยู่ในระดับ ?หนึบ? เลยทีเดียว ช่วงล่างเรื่องการเกาะถนนอยุ่ในเกณฑ์ที่ไว้ใจได้เลยครับ ทั้งในรุ่นเครื่องเบนซิน และดีเซล รวมถึงรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อด้วย โดยความเร็วที่ใช้เป็นความเร็วที่ค่อนข้างจะสูงครับเนื่องจากระยะทางการเดินทางค่อนข้างไกล ซึ่งช่วงล่างตัวนี้แจ่มครับ ผ่านสบายๆ

ส่วนเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองทั้งในส่วนของ ดีเซล และเบนซิน บอกได้เลยว่าประหยัดมากกกก โดยดีเซล อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15-17 กิโลเมาตร/ลิตร ขณะที่เครื่องเบนซินอยู่ประมาณ 13 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าประหยัดที่สุดในบรรดารถระดับเดียวกันแล้วครับ

หากให้สรุป ผมว่ามาสด้า CX-5 ใหม่นี้ แม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์เดิม เกียร์เดิม แต่ก็ถูกปรับปรุงมาใหม่เป็นอย่างดี ฟังก์ชั่นออปชั่น ต่างๆที่ให้มาใช้งานได้จริงไม่ได้มีไว้โชว์ แต่มีไว้ใช้งานจริงทั้งนั้น อย่างระบบ MRCC ใช้งานได้จริงแถมยังใช้ได้ดีด้วย ระบบไฟหน้าอัตโนมัตินี่ก็เยี่ยม ระบบ GVC ช่วยให้การขับขี่ดีขึ้นมาก

น่าใช้ครับ กับมาสด้า CX-5 ใหม่ ที่บอกได้เลยว่าได้สร้างมาตรฐานใหม่ๆ ให้กับตลาดรถในตระกูล SUV บ้านเราแล้ว ใครที่จะเข้ามาแข่งในตลาดนี้ต่อไปต้องคิดให้หนักว่า ควรจะมีติดตั้งออปชั่นดีๆ มีประโยชน์กับผู้ใช้มากน้อยเพียงใด

ถ้าคุณมีกำลัง ผมเชียร์ดีเซลรุ่นท็อป แต่ถ้าคุณใช้งานแค่ในเมืองเดินทางไปต่างจังหวัดบางครั้ง ไม่เน้นการขับขี่แบบโหดๆ เน้นใช้งานสบายๆ ในเมืองรุ่นเครื่องยนต์เบนซินตัวท็อป คือคำตอบของคุณครับ !!


 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Share With: