fbpx

MG HS P-HEV รถยนต์ compact SUV ระบบ Plug-in Hybrid ตลาดแมสรุ่นแรกในไทย

เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งบริษัทที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อ 7 ปีที่แล้วผ่านร้อน ผ่านหนาวกับผู้บริโภคชาวไทยอยู่หลากหลายรุ่น ซึ่งก็มีทั้งเสียงตอบรับที่ดี และไม่ดีบ้างปะปนกันไป ซึ่งทางเอ็มจีก็นำความคิดเห็นต่างๆของผู้บริโภคชาวไทย ไปพัฒนารถยนต์ให้ดีขึ้น ซึ่งตลอด 7 ปีการพัฒนารถยนต์ของ MG ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยียานยนต์ต่างๆ ก็นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ล่าสุดก็นำรถยนต์ ระบบ Plug-in Hybrid เข้ามาทำตลาดนั้นก็คือ MG HS P-HEV ที่นำรถรุ่น HS ที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันมาเสริมหัวใจไฟฟ้าเข้าไปช่วยในการขับเคลื่อน เพื่อเพิ่มอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภค

มาดูกันดีกว่าว่า MG HS P-HEV อะไรที่น่าสนใจบ้างในจุดแรกก็คงเป็นในส่วนของเครื่องยนต์ ก็ยังมากับหัวใจเดิมที่อยู่ในตัว MG HS รุ่นปกติ เครื่องยนต์เบนซิน Direct Injection 4 สูบ แถวเรียง Blue Core ขนาด 1.5 ลิตร หรือ 1,490 ซีซี. GDI พ่วงด้วยเทอร์โบ กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 74.0 x 86.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 11.5 : 1 ได้แรงม้าอยู่ 162 ตัว ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,700 – 4,300 รอบ/นาที

ซึ่งเครื่องเดิมนั้นก็มีกำลังพอสมควรแล้ว ยังเสริมมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor เข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนและเพิ่มอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้ประหยัดมากขึ้น ตัวมอเตอร์ไฟฟ้ามีแรงม้าอยู่ที่ 122 ตัว แรงบิดอยู่ที่ 230 นิวตันเมตรจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ EDU II Gearbox มาพร้อมรูปแบบการขับขี่ถึง 5 รูปแบบ ได้แก่ โหมด Normal โหมด Eco โหมด EV และโหมด Sport เสริมด้วยปุ่ม Super Sport

เมื่อสิริรวมพละกำลังทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าจะได้ม้ามาทั้งหมด 284 ตัว เรียกแรงบิดออกมาได้ที่ 480 นิวตันเมตร ส่วนตัวเก็บพลังงานจะเป็นแบตเตอรี่ Lithium-ion จำนวน 6 โมดูล ขนาด 16.6 kW ที่ใช้เทคโนโลยีในมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Hairpin Design ทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถดึงสมรรถนะของการส่งกำลัง และลดอัตราการสูญเสียพลังงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมระบบระบายความร้อนแบบ Coolant สามารถแยกซ่อมแต่ละโมดูลได้ กับขนาดแบตเตอรี่ขนาดนี้ทำให้วิ่งไฟฟ้าล้วนๆ 100% ได้ไกลถึง 67 กิโลเมตรเลยทีเดียว และเพิ่มความมั่นใจของแบตเตอรี่ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก AMERICAN UL2580 และผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน IP67 ในการป้องกันน้ำและฝุ่น และเมื่อไฟฟ้าในแบตเตอรี่ไฮบริดหมด ชาร์ด้วย MG Home Charger ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และถ้าใช้ MG Charging Cable ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง

ร่วมถึงยังมีระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถชาร์จพลังงาน ในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ได้มีให้เลือกได้ถึง 3 ระดับ ระบบนี้จะทำงานเมื่อเราถอนคันเร่งออกขณะขับขี่ ระบบจะคอยหน่วงมอเตอร์(อาการเหมือนเราเหยียบเบรกนั้นเอง) เพื่อชาร์จพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ และใน MG HS P-HEV ระบบ KERS จะอยู่แทนที่ระบบเกียร์ Paddle ship ที่พวงมาลัย และด้วยเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ทำให้ มีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดมากถึง 65 กิโลเมตรต่อลิตร และมีการปล่อยค่าไอเสีย หรือคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 36 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

การขับขี่นั้นทางเราก็ได้มีโอกาสทดลองขับในระยะสั้นๆ ไม่มากเท่าไหร่ที่ MGD Driving Experience Center แต่ก็พอสัมผัสถึงความแรงของ MG HS P-HEV ได้ดีเลยทีเดียว 0-100 กม./ชม. มาเร็วจริงมใช้เวลาเพียง 7 วินาทีกว่าเท่านั้น เรียกได้ว่ากระแทกคันเร่งปั๊บ หลังติดเบาะปุ๊บ ตัวรถพุ่งทยายไปอย่างง่ายดายแม้ตัวถังจะน้ำหนักไม่น้อยเลยทีเดียว รวมถึงความเร็วที่ระบบไฟฟ้าเพียวๆ สามารถทำได้อยู่ที่ประมาณ 150 กม./ชม. ส่วนของระบบช่วงล่างทำงานสัมพันธ์กันได้ดี ด้านหน้าเป็นแบบ McPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังเป็นแบบ Multi-Link พร้อมเหล็กกันโคลง มีความนุ่มนวล รวมถึงทการทำงานของพวงมาลัยที่ทีความแม่นยำและเบาแรงพอสมควร

ในส่วนของภายนอกและภายในนั้นแทบจะไม่แตกต่างจากตัว MG HS ตัวปกติเลย แต่มิติตัวรถมีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตั้งแต่ ตัวรถยาว 4,574 มม. กว้าง 1,876 มม. สูง 1,664 มม. มีระยะฐานล้อ 2,720 มม. ความสูงระยะต่ำสุดจากพื้น 145 มม. แต่ความจุถังน้ำมันลดลงเป็น 37 ลิตร (เดิม 55 ลิตร) น้ำหนักรถมากขึ้น 1,775 กก. (เดิม 1,570 กก.) มีวงเลี้ยวแคบสุด 5.95 ม. และมีการปรับเปลี่ยนบางจุดเท่านั้น

ภายนอกมีการใช้เส้นสายตัวถังที่โค้งมน ในรูปแบบ British Shoulder Line กระจังหน้าเอกลักษณ์เฉพาะของเอ็มจีแบบ Stellar Magnetic Field ไฟหน้าแบบ LED Projector พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) ไฟท้าย LED Space Light Field ที่มีความโฉบเฉี่ยวและไฟเลี้ยวแบบ Sequential แสดงผลแบบไล่ระดับทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มเอกลักษณ์ความเป็นรถยนต์ Plug-in Hybrid ด้วยล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ในสไตล์ Thunder Wing Blade ขนาด 18 นิ้ว

ภายในตกแต่งห้องโดยสารภายในด้วยสี 2-Tone Monaco Blue ใหม่ บวกกับวัสดุ Soft Touch เบาะหนังคู่หน้าแบบ Sport Bucket Seat ตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ที่สำคัญยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวในห้องโดยสารด้วย NVH Luxury Silence Space ในการเพิ่มฟิล์มกันเสียง และแผ่นซับเสียงภายในห้องโดยสาร ที่จะช่วยตัดเสียงรบกวนภายนอกได้ดีขึ้น พร้อมหลังคาซันรูฟที่เปิดกว้างแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)

จอแสดงผลอัจฉริยะ Full Virtual Dashboard ขนาด 12 นิ้ว และจอควบคุมกลางแบบทัชกรีนขนาด 10 นิ้ว พร้อมระบบเสียง BOSE 8.1 Sound System ที่เป็นเครื่องเสียงชั้นนำระดับโลก ภายในยังสามารถสร้างบรรยากาศและสีสันให้กับการขับขี่ด้วย Interactive Ambient Light ที่สามารถปรับเฉดสีได้มากถึง 64 เฉดสี

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่ง Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ระบบกรองอากาศ PM 2.5 ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ Smart Key พร้อมปุ่ม Push Start และฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน

และอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยถ้าเป็นรถที่มาจากค่าย MG นั้นก็คือระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ขับขี่ด้วย

Smart Command ที่สามารถสั่งการระบบผ่านคำสั่งเสียงภาษาไทยหรือควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมยกระดับความสมาร์ทเพื่อความปลอดภัยด้วย Emergency Call ซึ่งเป็นระบบโทรหาคนสำคัญอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉินเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน

Smart Connect เชื่อมต่อโลกออนไลน์อย่างชาญฉลาด สามารถเลือกฟังเพลงได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และสตรีมมิ่ง ระบบค้นหาร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว พร้อมนำทางและรายงานการจราจรแบบ Real Time และยังสามารถอัพเกรดระบบได้เองผ่านช่องทางออนไลน์

Smart Check ที่มีระบบ Charging Management ในการตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ การชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ และการค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงการตรวจสอบสถานะรถยนต์และเตือนเมื่อมีสถานะผิดปกติ สั่งการล็อคหรือปลดล็อคประตูรถ ค้นหารถด้วยระบบ Find My Car และการเข้าถึงบริการ Passion Service ของเอ็มจี ช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน MG Mobile Application

สุดท้ายก็เป็นระบบความปลอดภัยที่ทาง MG เห็นความสำคัญมากเลยทีเดียว ทำให้ใส่ระบบความปลอดภัยเข้ามาอย่างมากมาย ทั้งระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย (Full Space Frame) และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System กว่า 25 ระบบ โดยแบ่งออกเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุที่ช่วยทั้งเรื่องระบบเบรก และช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ จำนวน 14 ระบบ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance System (ADAS) หรือระบบช่วยควบคุมการ ขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ จำนวน 11 ระบบ

สำหรับระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance System (ADAS) ถือเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระดับที่ 2 (Partial Automation) โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

กลุ่มระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา RDA (Rear Drive Assist)

  • ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)

กลุ่มระบบเตือนและควบคุมให้รถอยู่ในเลน LAS (Lane Assist System)

  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)
  • ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)

กลุ่มระบบที่ช่วยในการขับขี่ FDA (Front Drive Assist)

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control)

นอกจากนี้ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัย 6 จุด กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor) และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer

MG HS P-HEV สนนราคาอยู่ที่ 1,359,000” บาท

มาพร้อมการรับประกันที่ทำให้ทุกท่านมีความอุ่นใจตลอดการใช้งาน

  • การรับประกันแบตเตอรี่ในระบบ PHEV แบบไม่จำกัดระยะทาง ตลอดระยะเวลา 8 ปี
  • การรับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 4 ปี หรือ 120,000 กม.

 พิเศษ!! สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถภายในสิ้นปีนี้ จะได้รับ

  • ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี
  • ชุดอุปกรณ์ชาร์จไฟในบ้านหรือ MG Home Charger พร้อมค่าติดตั้ง
  • ฟรี! ค่าบำรุงรักษาตามระยะนาน 5 ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์  MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือเว็บไซต์ www.mgcars.com

บทความที่น่าสนใจ

ลอง!! BYD E6 รถ(ยนต์)ไฟฟ้ามาแล้วนะเธอ

preeyanoot

พิสูจน์กันแบบจัดหนัก กับยาง Michelin Primacy4 ว่าใช้ไปจนยางใกล้หมดดอกจะยังหนึบเหมือนซื้อใหม่นั้น จริงเท็จหรือแค่เรื่องหลอกเด็ก!

iceparpanchai

ฅ.คนรักรถ รีวิว : Mio Mivue 792 กล้องบันทึกหน้ารถ ที่ฟังก์ชั่นครบได้อีก

idiot

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy