ลอง EMG 6 ปลั๊ก-อิน ไฮบริด 228 แรงม้า สุดยอดเทคโนโลยีของ MG

เมื่อไม่นานมานี้ www.carvariety.com มีโอกาสเดินทางไปประเทศจีนเมือง SZHANGHAI หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า เซียงไฮ้ เพื่อไปเยือนถิ่นกำเนิดของรถยนต์ MG ที่กำลังเป็นที่ขายดิบ ขายดี ในบ้านเรา โดยเฉพาะเจ้า MG ZS รถเอสยูวีขนาดเล็กที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับบรรดาค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นไม่น้อย และได้มีโอกาสได้ขับ eMG 6 รถยนต์ไฮบริดตัวเก่งของ MG ด้วย

eMG 6 นั้นเป็นรถในกลุ่ม B-CAR มีขนาดที่ถือว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันดุเดือดที่สุดตลาดหนึ่งในตลาดรถยนต์เมืองไทยเลยทีเดียว ผ่านมา MG เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ทำตลาดรถยนต์ MG6

ถามว่าทำไมต้องเป็น SZHANGHAI เพราะที่เมืองนี้เป็นที่ตั้งของ SAIC หรือ แซค ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ MG รวมถึงเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถยนต์ในเครือ SAIC ทั้งหมดอีกด้วย

ในการเดินทางครั้งนี้ เราไปร่วมกิจกรรม ENERGIZE THE FUTURE ที่ทาง SAIC เพื่อมาดูทิศทางการพัฒนารถยนต์ในกลุ่มของ SAIC ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

และ eMG6 ก็เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ SAIC ใช้เป็นตัวชูโรงไปในตลาดรถยนต์ระดับโลก ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริดระดับสูง และเทคโนโลยี Internet Car หรือการเชื่อมโยงรถยนต์กับอินเทอร์เน็ต

ในการเดินทางครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้ขับรถของ SAIC หลายรุ่นเลยทีเดียว ซึ่งจะทยอยเขียนบทรายงานให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน แต่คันแรกที่ขอรายงานการขับนี้ขอเป็นเจ้า eMG 6 รถไฮบริดขนาดกลางที่สร้างความ ว้าวว ให้กับผมได้ตั้งแต่แค่การับฟังการ brief ตัว product ในห้องประชุมแล้วครับ

eMG 6 เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางกึ่งเล็ก ซึ่งที่ผ่านมาบริษัท MG เซลส์ ประเทศไทย ได้เคยนำเจ้า MG6 รุ่นก่อนหน้านี้มาเปิดตัวในประเทศไทย เป็นรถยนต์ MG โมเดล แรกที่ถูกนำมาทำตลาดในไทย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก เนื่องจากราคาจำหน่าย ออปชั่น ที่ให้ คุณภาพของวัสดุภายใน ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ไม่ถูกใจผู้บริโภคชาวไทย

แต่ MG ในวันนี้ไม่เหมือน MG ในวันนั้น MG วันนี้ได้พัฒนารถให้มีความทันสมัยขึ้นมาไม่น้อย และน่าจะก้าวไปไกลกว่าค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในโลกอีกหลายค่ายก็ว่าได้

น่าเสียดายที่ ผมมีโอกาสได้ขับเจ้า eMG 6 น้อยไปหน่อย เนื่องจากกิจกรรมที่ SAIC จัดขึ้นเพื่อต้องการให้ สื่อมวลชนไทย ได้รู้จักกับสินค้าในมือของ SAIC ว่ามีมากน้อยเพียงใด ทำให้เราต้องขับรถมากกว่า 6 รุ่น ในเวลาเพียงไม่กี่ขั่วโมง

ยังดีครับที่ eMG 6 มาอยู่ใน 2 Station คือ Mini Curcuit กับ Full Circuit ที่แม้ว่าจะขับได้ไม่กี่รอบ แต่ก็ทำให้ผมรู้จักกับ MG eMG 6 มากขึ้นทีเดียว

หน้าตาของ eMG 6 นั้นถอดแบบมาจาก New MG6 ทุกกระเบียดครับ ทั้งกระจังหน้า ไฟหน้า จะมีก็แต่ batch ด้านหลังตัวรถเท่านั้นที่ติดคำว่า eMG 6 มาให้รู้ว่านี่เป็นรถที่ใช้เทคโนโลยี ปลั๊กอิน ไฮบริด ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปในแล้ว

MG eMG 6 นั้นยังคงมีขนาดมิติตัวถังที่ใกล้เคียงกับรุ่นเดิม คือเป็นรถยนต์นั่งขนาดกลาง ที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก เทียบกับโตโยต้า อัลทิส และฮอนด้า ซีวิค แล้วละก็ ขนาดภายในห้องโดยสารของ eMG 6 นั้นเป็นรองอยู่พอควร เอาเป็นว่ากระทัดรัดที่สุดในพรรคพวกรุ่นเดียวกัน แต่คุณภาพของวัสดุไม่ขี้เหร่เลยครับ พอไปวัดไปวาได้

ในส่วนของ เครื่องยนต์ eMG 6 นั้นใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.0 ลิตรเทอร์โบ รวมกับระบบ MG E-Drive Hybrid เกียร์เป็นเกียร์ไฟฟ้า แรงม้าสูงสุดที่ 228 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 622 นิวตันเมตร!! อัตราเร่ง 0-100 อยู่ที่ 7.9 วินาทีเท่านั้น แม่เจ้า!! อ้ตราการสิ้นเปลืองอยู่ที่ 1.5 ลิตร/100 กิโลเมตร ระยะทางในการวิ่ง รวมน้ำมันและแบตเตอรี่สามารถวิ่งได้ไกลถึง 705 กิโลเมตร และสามารถวิ่งด้วยการใช้ไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 53 กิโลเมตร

แค่ดูรายละะเอียดทางเทคนิค ก็อ้าปากค้างแล้วครับ มันสุดยอดมาก ถือเป็นเทคโนโลยีไฮบริดที่ไม่น้อยหน้าค่ายรถยนต์จากยุโรปแต่อย่างใด ดีไม่ดีจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ และไม่ใช่แค่ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮบริดนะครับ แต่ยังมีเทคโนโลยีเกี่ยวกับการขับขี่ใส่มาเต็มอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็น MG PILOT Intelligent Active Driving Assistant with Remote Control System ,Automatic Parking System ,Adaptive Cruise Control ,Forward Collision Warning ,Autonomous Emergency Braking ,Lane Departure Warning ,Intelligent Headlight Control ,Safety Assistant System ,360 Parking Camera

เป็นอย่างไรครับกับเทคโนโลยีเหล่านี้ โคตรทันสมัย บอกได้เลยว่าเทคโนโลยีที่ MG ใส่มาใน eMG 6 นี้เทียบเท่ากับรถยุโรประดับ BMW และ Mercedes Benz กันเลยทีเดียว

มาลองขับกันเลยครับ เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ eMG 6 ก็ต้องบอกว่าละลานตาไปกับแผงคอนโซลที่มีหน้าจอต่างๆ เพียบไปหมด ซึ่งดูไม่ออกเลยครับว่าหน้าจอแต่ละหน้าจอบอกอะไรบ้าง เพราะเป็นภาษาจีนไปหมด แต่ชัดๆ คือทันสมัยครับมากครับ แต่ในเรื่องของขนาดห้องโดยสาร ก็ยังดูแคบๆ ไปนิด

ตรงบริเวณคอนโซลกลางนั้นมีหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วเด่นเป็นสง่าอยู่ครับ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าจอที่มีขนาดใหญ่มาก เพราะอย่างของเบนซ์หน้าจอว่าใหญ่แล้วยังแค่ 10 นิ้ว นี่ eMG 6 หน้าจอปาเข้าไป 12.3 นิ้ว นี่มันหน้าจอของ Ipad รุ่นท็อปเลยนะ

ระบบเกียร์เป็นเกียร์ไฟฟฟ้า ไม่มีด้ามเกียร์ออกมาให้เกะกะ ใช้กดปุ่มเอาเลยว่าจะเข้าเกียร์ใด P-N-D-R มีให้เลือกเท่านี้ครับ

น่าเสียดายที่การขับครั้งนี้ เรามีโอกาสที่ได้สัมผัสเจ้า eMG6 นี้น้อยไปหน่อยเลยทำให้จับอาการของรถได้ไม่มากเท่าใดนัก ได้แค่ความรู้สึกของอัตราเร่งกับช่วงล่างนิดหน่อยเท่านั้น แต่ก็ยังถือว่าดีมากที่ได้มาสัมผัสกับเทคโนโลยี ปลั๊กอิน ไฮบริด ของ MG

เมื่อทุกอย่างพร้อม ผมกดคันเร่งของ eMG 6 ทันที อยากรู้เหมือนกันว่าจะแรงสักแค่ไหน และสิ่งที่ได้มาคือ หลังติดเบาะ แบบไม่น่าเชื่อว่ารถเล็กขนาดนี้ทำเอาผมหลังติดเบาะได้ อัตราเร่งตามสเป็ก 0-100 ก.ม./ช.ม.อยู่ที่ประมาณ 6.7 วินาทีเท่านั้น!!

ส่วนการขับจริง ผมไม่มีโอกาสได้จับเวลาว่ากี่วินาที แต่บอกได้คำเดียวว่า เร็วมาก ครับ ในเรื่องของอัตราเร่งผมให้ สิบผ่านเลย เป็นรถขนาดกลางที่มีอัตราเร่งเทียบเท่ากับซูเปอร์คาร์แล้วครับ

จุดนี้ทำให้ผมรู้สึกประทับใจในความก้าวหน้าของ MG ว่าได้พัฒนาในเรื่องของ แบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้า ไปไกลกว่าที่เราคิดไว้มากทีเดียว

ผมว่าระบบไฮบริดของ SAIC นี้ไม่แพ้ระบบไฮบริด ของรถยนต์ค่ายญี่ปุ่นและยุโรปอย่างแน่นอน เผลอๆ จะดีกว่าด้วยซ้ำไป

ความแรงของ eMG 6 นั้นไม่ใช่ข้อกังขาสำหรับผมแล้ว มันเป็นรถที่มีพละกำลังเหลือเฟือกว่าที่จะบอกว่ามันคือรถบ้านแล้ว แต่เมื่อมาลองระบบช่วงล่าง และ Handling ของพวงมาลัย ก็ต้องแปลกใจมากครับ เพราะ ช่วงล่างของรถที่จำหน่ายในเมืองจีนจะเน้นไปที่ความนุ่มนวลออกไปทางนุ่มนิ่ม เสียด้วยซ้ำ

ซึ่งถ้าเป็นการขับแบบทางตรงธรรมดา ก็ไม่มีปัญหาอะไรจะสบายๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าต้องเข้าโค้งอย่างในสถานีทดสอบ บอกได้คำเดียวว่า โยน ตามลักษณะของช่วงล่างที่ค่อนข้างนิ่มครับ บอกเลยว่าขับไม่สนุกในส่วนของช่วงล่าง แต่สนุกกับอัตราเร่งที่มาในทุกย่านความเร็ว เพียงแค่คุณเพิ่มน้ำหนักคันเร่งเท่านั้น

eMG 6 คือรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ขนาดกลางกึ่งเล็ก ที่ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานได้ดีที่สุดคันหนึ่งที่ผมเคยสัมผัสมาในชีวิตการขับรถ ปลั๊กอิน ไฮบริด เพราะรถรุ่นนี้ได้ถูกพัฒนาจนสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริงๆ แบบไร้คำถามเลยว่าดีมั้ย เมื่อหันไปมองอัตราสิ้นเปลืองที่ 1.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร นี่ก็คือโคตรประหยัด แถมวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 53 กิโลเมตร ซึ่งกวาดตาดูรถ ปลั๊กอิน ไฮบริด ในเมืองไทยดูครับว่า มีแบรนด์ไหนทำได้ขนาดนี้บ้าง คำตอบคือ ไม่มี!!

การลองขับ eMG 6 ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ของผมกับเทคโนโลยี ในเรื่องของเทคโนโลยีรถไฟฟ้าของประเทศจีนใหม่หมดครับ เพราะ SAIC เขาเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าไปไกลมากกว่าที่เราคิด เราสามารถเห็นรถไฟฟ้า (EV) ที่เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมากมายไม่น้อย จะมีตั้งแต่รถยนต์นั่งขนาดเล็ก รถ SUV แบบธรรมดาไปจนถึงรถยนต์นั่งขนาดใหญ่เลยทีเดียว

วันนี้!! เราต้องเปิดใจกับความทันสมัยของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนเสียแล้วว่า มีการพัฒนาที่ไปไกลมากกว่าที่เราคิด มีดีมากกว่าที่เรารู้ แถมเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงเสียด้วย เราเคยมองแต่เทคโนโลยีอันทันสมัยจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นหลักแต่วันนี้ เทคโนโลยีอันแสนทันสมัยของจีนกำลังก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับค่ายรถยนต์ยุโรปแบบไม่น่าเชื่อ

ในอนาคต ทางผู้บริหาร MG ประเทศไทย บอกว่ามีความเป็นไปได้ทีจะนำ eMG 6 เข้ามาจำหน่ายในประเทศ ซึ่งรูปแบบการนำเข้ามายังไม่สรุปชัดเจนว่าจะนำเข้ามาแบบ CBU (นำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน) หรือจะประกอบขึ้นในประเทศไทย แต่คาดว่าจะมีการทำตลาดเจ้า eMG 6 ในเมืองไทยค่อนข้างแน่ครับ โดยคาดว่าน่าจะเป็นปี 2562

ถามว่าน่าใช้หรือไม่ คำตอบคือน่าใช้มาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับราคาค่าตัวของ eMG 6 ว่าจะอยู่ในระดับใด ถ้าอยู่ในระดับราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท หรืออาจจะ 1 ล้านบาทต้นๆ ตลาดรถยนต์นั่งเมืองไทยถึงคราวมีโอกาสเปลี่ยนตำแหน่งกันแน่ๆ

ถ้า eMG 6 ถูกนำมาขายในเมืองไทย บอกคำเดียวว่า ซื้อ!!


 

บทความที่น่าสนใจ

Mercedes-Benz E 350 แรงจริง ประหยัดได้ด้วยไฟฟ้าเพียว

preeyanoot

ก้าวข้าม 3 ประเทศ กับ CR-V Reach Out ก้าวออกไป?ให้ไกลกว่าจินตนาการ (จบ)

preeyanoot

ลอง ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ 18 กิโล/ลิตร เร่งดี นุ่มนวล แต่…ขอหนึบอีกนิดน่ะ

preeyanoot