พิสูจน์!! เชฟโรเลต โคโลราโด เซนเทนเนียล MY 18 หล่อ เท่ แรง ไปได้ทุกที่ที่มีทาง!

จะว่าไปแล้ว ชื่อของรถยนต์แบรนด์เชฟโรเลต นั้นโลดแล่นอยู่ในวงการรถยนต์ของโลกมานานถึง 100 ปีมาแล้ว แสดงให้เห็นว่า แบรนด์เชฟโรเลต นั้น “มีดี” พอเพียงที่จะทำให้เชฟโรเลต ยืนมาได้ถึงทุกวันนี้

ขณะที่ในไทยเอง เชฟโรเลต ก็ประสบความสำเร็จพอสมควร และสามารถสร้างชื่อของแบรนด์ได้จาก รถกระบะ ส่วนรถยนต์นั่ง นั้นทางเชฟโรเลต ตัดสินใจหยุดทำตลาดไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับรถ SUV อย่าง เชฟโรเลต แคปติวา ที่เชฟโรเลต ประเทศไทย ตัดสินใจที่จะ “เลิก” ทำตลาดเช่นเดียวกัน ทำให้ต่อไปจากนี้ เชฟโรเลต ในบ้านเราจะเหลือแค่ รถกระบะ และรถกระบะดัดแปลง ในกลุ่ม PPV อย่าง เทรลเบลเซอร์ เท่านั้น ซึ่งผู้บริหารของ เชฟโรเลต ก็บอกว่า “พอแล้ว” กับสินค้าที่มีอยู่ในมือ
เมื่อเป็นอย่างนั้น เราก็ต้องมารอดูว่า เชฟโรเลต จะมีแผนทำตลาดรถกระบะ กับรถ PPV อย่างไร

ล่าสุด เชฟโรเลต ถือโอกาสครบรอบ 100 ปี เปิดตัวรถกระบะ “เชฟโรเลต โคโลราโด เซนเทนเนียล MY 18” หรือรุ่นครบรอบ 100 ปี ของเชฟโรเลต มาจำหน่าย โดยเจ้า โคโลราโด เซนเทนเนียลMY 2018 นั้นถูกตกแต่งขึ้นมาเป็นพิเศษ

โดยเจ้า เชฟโรเลต โคโลราโด เซนเทนเนียล ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถกระบะรุ่นต่างๆของเชฟโรเลตที่ผ่านมา ที่สำคัญรถแต่จะได้รับการประทับหมายเลขประจำตัวรถบนประตู และมีโลโก้โบว์ไท ฉลองครบรอบกระบะ 100 ปี ตราสัญลักษณ์ฉลองครบรอบกระบะ 100 ปี สติกเกอร์สีดำรุ่นพิเศษด้านบนฝากระโปรงหน้า และล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว และยังมีชุดพื้นปูกระบะและชุดคิ้วล้อ รวมถึงสปอร์ตบาร์สีดำเงา สำหรับรุ่นแอลทีแซด หรือรุ่นท็อปสุดด้วย

และเมื่อเดือนที่ผ่านมา เชฟโรเลต ประเทศไทย จัดกิจกรรม “เชฟฯรักษ์ช้าง” ซึ่งเป็นกิจกรรม เพื่อสิ่งแวดล้อมด้วยการทำโป่งเทียม และสร้างรั้วเพื่อปกป้องและอนุรักษ์สัตว์ป่า กันที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

งานนี้ เชฟโรเลต นำรถกระบะ 2 รุ่นท็อปคือ “เชฟโรเลต โคโลราโด ไฮ คันทรี สตอร์ม” และ “โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018” มาเป็นพาหนะในการเดินทางไปร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อมีรถที่น่าสนใจ กิจกรรมที่น่าลองแบบนี้ ผมไม่มีพลาดที่จะไปร่วมงานกิจกรรมครั้งนี้แน่นอน

และพาหนะที่ผมใช้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ก็คือ เชฟโรเลตโคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ นั่นเอง ซึ่งเป็นรุ่นที่ผมอยากจะขับตั้งแต่เห็นในงานเปิดตัวแล้วละครับ

จะว่าไปแล้ว ภารกิจ นี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากเพราะเส้นทางที่เราจะไปทำโป่งดิน และทำรั้วให้กับช้างป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น ทางทีมงานแสนซน ได้ปรับเส้นทางให้กลายเป็นทาง Off-road ไปแบบที่ต้องใช้ความสามารถของทั้งรถ ทั้งคนขับ เพื่อผ่านไปให้ได้เลยทีเดียว

เราเริ่มเดินทางกันจากกรุงเทพ โดยเป้าหมายแรกคือ มุ่งสู่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อไปหาเรื่องหนักใส่ตัว โดยเราต้องไปบรรทุก ถุงเกลือและถุงบรรจุแร่ธาตุที่มีน้ำหนักรวมมากกว่า 500 กก. สำหรับทำโป่งเทียมเพื่อช้างและสัตว์ป่าอื่นๆ ที่มาจะกินเกลือจากโป่งเทียมที่เราทำกัน

ช่วงแรกของการขับยังไปกันแบบสบายๆ ครับ ห้องโดยสารขนาดใหญ่ นั่งสบายทั้งผุ้โดยสารตอนหน้า และผู้โดยสารตอนหลัง ถือว่ากว้างดีเลยครับกับห้องโดยสารของ กระบะเชฟโรเลต โคโลราโด รุ่นนี้ ซึ่งเบาะหลังนั้นผมใช้บรรทุกกระเป๋าเดินทางไซส์ไม่เล็ก 2 ใบ กระเป๋ากล้อง ยังมีเป้อีก 2 ใบ ได้แบบหลวมๆ ถ้าวางดีๆ ยังเพิ่มผู้โดยสารได้อีก 1 คน เลยน่ะ

เส้นทางในช่วงแรก สบายๆ ครับ ขึ้นทางด่วนเพื่อไปลงถนนพระราม 2 มุ่งหน้าไปแก่งกระจาน ผมค่อนข้างประทับใจกับ โคโลราโด เซนเทนเนียล 4 ประตู ยกสูงคันนี้น่ะ ทั้งในเรื่องของทัศนวิสัยในการขับที่ดีทีเดียว ดูแล้วเหมาะกับการขับทางไกล หรือแม้กระทั่งในเมืองก็พอไหว แต่ติดแค่วงเลี้ยวเท่านั้นสำหรับในเมืองที่มัน “กว้าง” ไปหน่อย เลยไม่ค่อยจะคล่องตัวเท่าไหร่

สิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้มากับตัวรถ ผมว่ามีมา “เกินพอ” น่ะแถมดูหรูๆ ด้วยสิ ทั้งเบาะหนัง คอนโซลกลาง วัสดุที่ใช้ตกแต่งดูดีทีเดียว ขึ้นมานั่งแล้วไม่รู้สึกว่ากำลังนั่งอยู่บนรถกระบะเท่าไหร่ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถกระบะไปเสียแล้ว

ระบบมัลติมีเดีย ภายในรถที่เชฟโรเลตเรียกว่าเชฟโรเลต มายลิงค์รุ่นใหม่ ที่มีระบบสั่งการด้วยเสียง สิริ อายส์ ฟรี ก็มีมาให้ ซึ่งมันก็ทำให้ เชฟโรเลตโคโลราโด เซนเทนเนียล คันนี้ดูไฮเทค ขึ้นมาไม่น้อยทีเดียว แต่บอกก่อนเลยนะครับว่า ผมไม่ได้มีโอกาสได้ลองเจ้าเชฟโรเลต มายลิงค์รุ่นใหม่ เลยว่าทันสมัยมากน้อยแค่ไหน เพราะมัวแต่ขับครับ ขอเป็นโอกาสหน้าจะมาลองระบบนี้ให้ท่านผู้อ่านได้รู้กันเลยว่า เจ๋งแค่ไหน

ส่วนทริปนี้ ผมลองได้แต่ ระบบเครื่องเสียงทั้งวิทยุ และฟังเพลงจาก Thump Drive เท่านั้น ซึ่งในเรื่องของเครื่องเสียงแล้วใช้ได้เลย ไม่ถึงขั้นเสียงเทพแต่ไม่ขี้เหร่แน่นอน ซึ่งจอมัลติมีเดียนี้ จะทำหน้าที่เป็นจอมองหลังให้ด้วย เมื่อเราเข้าเกียร์ R ช่วยให้การถอยเข้าจอดในที่แคบๆ ทำได้ง่ายขึ้นทีเดียว และยังปลอดภัยมากขึ้นด้วย ซึ่งกล้องและจอมองหลังนี้ ผมถือว่าเป็นอุปกรณ์เสริมที่สำคัญมากสำหรับผู้ใช้รถกระบะครับ

การขับขี่บนเส้นทาง On-road เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซล เทอร์โบ แปรผัน Variable Geometry Turbocharger (VGT) ที่มีม้าซ่อนอยู่ถึง 180 ตัว ที่จะออกมาวิ่งกันเต็มฝีเท้าที่รอบเครื่องยนต์ 3,600 รอบต่อนาที ทำงานได้ดีมากนะครับ ในเรื่องของความราบเรียบของเครื่องยนต์เมื่อเรากดคันเร่ง เพื่อเร่งแซง ไม่ปรากฏอาการกระชากให้เห็น หมายความว่าเครื่องยนต์และเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะนี้ทำงานเข้าขากันดีมากเลย

ถ้ามองในแง่ของการขับสบายๆ เรื่อยๆเครื่องยนต์ตัวนี้ตอบโจทย์ การใช้งานแบบครอบครัว ที่เน้นเดินทางท่องเที่ยวทั้งระยะใกล้ ระยะไกล ไปได้หมด ไม่เน้นซิ่งแบบมุดไปมุดมา แซงแบบกดคันเร่งปุ๊ป รถพุ่งปั๊ป แบบนั้นไม่ใช่แน่ ซึ่งการเร่งแซงถือว่าใช้ได้นะครับ แต่ต้องให้เวลาการเรียกกำลังเครื่องยนต์สักหน่อยก็ไม่มีปัญหา ยังสามารถเร่งแซงในช่วงความเร็วเกินกว่า 120 กม./ชม. ได้สบาย และถ้าเล่นเกียร์เป็น เปลี่ยนเกียร์มาเป็นเกียร์ต่ำเวลาเร่งแซง ก็ทำได้ดีทีเดียว

ส่วนช่วงล่าง บอกได้เลยว่าค่อนข้างจะนุ่มนวลทีเดียว นุ่มกว่าที่ผมคิดไว้ไม่น้อยเลยครับ ผิดกับท่าทางภายนอกที่ดูแล้วบึกบึนไม่น้อย แถมล้ออัลลอยด์สีดำสนิทขนาด 18 นิ้ว ยิ่งดูน่าเกรงขาม แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด กลับนุ่มนวลไม่กระเด้งกระดอนให้ “เครื่องใน” เราต้องทำงานหนักผิดปกติ ผมชอบนะกับช่วงล่างแบบนี้ มันตอบสนองการใช้งานในชีวิตประวันได้ดี

ขับเพลินๆ แป๊บเดียว ก็มาถึงจังหวัดสมุทรสาครแล้ว ที่นี่เราต้องมาบรรทุกก้อนเกลือ และแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการทำโป่งดินเทียม ที่ทางเชฟโรเลต ประเทศไทย ได้เตรียมไว้ให้แล้ว โดยการบรรทุกนี้เป็นหน้าที่ของกระบะเชฟโรเลตโคโลราโด เซนเทนเนียล 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้นครับ ซึ่งน้ำหนักบรรทุกที่ต้องขนไปนั้น ไม่มากครับแค่ “ครึ่งต้น” เท่านั้น

500 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักของเกลือ และแร่ธาตุที่ผมและเพื่อนๆ สมาชิกที่ขับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้ออีก 5 คัน ต้องขนไปที่อุทยานฯ แก่งกระจาน รวมแล้วก็ 3 ตัน แบกกันไปแบบสบายๆ เพราะเชฟโรเลตโคโลราโด เซนเทนเนียล 4 ประตูนี้ สามารถบรรทุกน้ำหนักได้สูงสุดถึง 700 กิโลกรัม ดังนั้น 500 กิโลกรัม ชิล ชิล ครับ

แม้ว่าท้ายรถจะมีน้ำหนักเพิ่มมาอีก 500 กิโลกรัม แต่เมื่อขับดูแล้ว ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าอืดมากขึ้นมากมายนะครับ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก แรงบิดของเครื่องยนต์ตัวนี้ที่มากถึง 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบเครื่องยนต์เพียง 2,000 รอบต่อนาทีเท่านั้น เลยทำให้การออกตัวของรถแม้ว่าจะมีน้ำหนักบรรทุก เลยไม่มีอาการอืดเพิ่มขึ้นให้รู้สึกได้เท่าไหร่ ทำให้รู้ว่าเจ้ารถคันนี้เหมาะทั้งงานบ้าน และงานบรรทุกได้ดีทีเดียว

ส่วนเรื่องการทรงตัวนั้น หากวิ่งด้วยความเร็วสูงผมว่าอาการของพวงมาลัยออกอาการดิ้นๆ นิดหน่อยน่ะ แถมไม่ค่อยแม่นยำเท่าไหร่ แต่หากขับในความเร็วปกติไม่เกิน 120 กม./ชม.ไม่มีปัญหาครับ พวงมาลัยนิ่งขับสบายๆ พวงมาลัยรุ่นนี้เป็นพวงมาลัยไฟฟ้า เบามือดีครับเมื่อต้องขับในเมืองมือเดียวหมุนควงพวงมาลัยได้เลย

ด้านช่วงล่าง นอกจากจะนุ่มนวลเหนือกว่ารถกระบะจากค่ายญี่ปุ่นแล้ว ความหนึบใช้ได้เลยครับ ขับเร็วๆ ช่วงล่างเกาะดีมาก เข้าโค้งก็เช่นกัน ปัญหาผมว่าอยู่ที่การ set พวงมาลัยมากกว่าเลยทำให้รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าเมื่อมีน้ำหนักบรรทุกแล้ว รถจะควบคุมยากกว่าเดิม ระยะเบรกอาจจะมากขึ้นมานิดหน่อยแต่มั่นใจเบรกเอาอยู่แน่นอน

เราขับกันต่ออีกประมาณ 60 กว่ากิโลเมตร ก็เข้าสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพื่อไปฟังบรรยายจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ถึงปัญหาของช้างป่ากันหน่อยว่าเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนครับปัญหาของช้างป่าเราก็คือ ชาวบ้านบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ที่อยู่อาศัยและหากินของช้างป่า ไปปลูกพืชผลการเกษตรในพื้นที่ป่าดั้งเดิม เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ต้องเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่าง ช้างป่ากับชาวบ้าน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และฝ่ายที่เจ็บปวดมากที่สุดก็คือ ช้างป่า

การช่วยเหลือช้างป่าให้มีพื้นที่หากิน ไม่มารบกวนพื้นที่ทำกินของชาวบ้านเป็นเรื่องของทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานที่ต้องการร่วมมือกัน เพื่อปกป้องอนุรักษ์ช้างไทยให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ปลอดภัย และมีอาหารที่สมบูรณ์มากกว่าที่เป็นอยู่ และนั่นคือที่มีของกิจกรรมครั้งนี้ ที่เราจะต้องมาร่วมกันทำโป่งดินเทียม และทำรั้วกั้นระหว่างพื้นที่ป่ากับพื้นที่สาธารณะไม่ให้ช้างออกมานอกพื้นที่แล้วถูกมนุษย์ทำร้าย

และกิจกรรมจริงๆก็เริ่มขึ้นครับ นั่นคือไปร่วมกันทำโป่งดินเทียมให้ช้างป่า และสัตว์ป่าทั้งหลายได้มากินกัน ซึ่งเราต้องขับรถกระบะผ่านเส้นทางเลาะป่าเพื่อไปที่จุดทำโป่งดิน โดยเส้นทางที่ต้องไปทำโป่งดิน และรั้วกันเขตแดนระหว่างช้างและคนนั้น ทางทีมงาน “จัดให้” ได้ใช้สมรรถนะระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และ 2 ล้อ ของ เชฟโรเลตโคโลราโด กันอย่างถึงใจ

แน่นอนครับ เมื่อเจอกับเส้นทางแบบออฟโรดนิดๆ ผมก็เลยขอทีมงานเปลี่ยนรถจากเกีร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ มาเป็นแบบขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูงเกียร์ธรรมดาเสียเลย จะได้รู้ซึ่งถึงพละกำลังของ เชฟโรเลตโคโลราโด กันได้แบบเต็มที่

และก็เป็นไปตามคาดครับ ความสนุกเริ่มขึ้นเมื่อเจอกับทางฝุ่นอย่างหนา ที่ล้อต้องตะกุยฝุ่นไปเรื่อยๆ แรงบิดเครื่องยนต์ 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที ถือว่าเป็นรถกระบะที่มีแรงบิดสูงที่สุดในตลาดรถกระบะบ้านเรา ก็แสดงพละกำลังออกมาให้เห็นเต็มตาเลยครับ

ผมออกตัวด้วยเกียร์ 1 สลับกับเกียร์ 2 ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นผิวถนน และเมื่อต้องเจอกับทางที่เต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ๆ ก็ค่อยๆไต่ๆหินไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องเหยียบคันเร่งอะไรรถก็ค่อยๆ ไต่ขึ่นไปตามหินได้แบบไม่ยากเย็นอะไร รวมถึงการหย่อนลงไปตามหลุมขนาดใหญ่ก็หยอดลงไปได้แบบสบายๆ

รวมไปขับในทางที่เหลือล้อติดพื้นอยู่แค่ 3 ล้อ อีก 1 ล้อลอยหมุนเคว้งอยู่กลางอากาศ แต่ก็ไม่มีปัญหาครับ ผมสามารถพารถผ่านอุปสรรคการขับขี่ในเส้นทางที่ไม่ธรรมดา ได้อย่างสบายใจ แม้ว่าจะเป็นแค่ขับเคลื่อน 2 ล้อ ก็พาท่านไปได้เกือบทุกที่อยู่แล้ว

ส่วนเจ้าตัวขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลยครับ ผมเห็นขับนำหน้าไปแบบชิลชิล ไม่มีอาการให้น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด เรียกว่าถ้าใครอยากได้รถขับ 4 ไว้ขับลุยๆ สักคันก็ไม่น่ามีอะไรต้องข้องใจ หรือจะเป็นรถแค่ขับ 2 ยกสูงหล่อๆ ที่พร้อมบรรทุกกันแบบเต็มรูปแบบก็ไม่ผิดกติกา

บอกเลยครับ การลองขับเชฟโรเลต โคโลราโด เซนเทนเนียล คันนี้ให้ความประทับใจ้เกินกว่าที่ผมคาดไว้มากทีเดียว ทั้งในเรื่องของช่วงล่างที่นุ่มนวลสบายมากกว่าที่คิด ความแข็งแรงของตัวรถในด้านบรรทุก พละกำลังเครื่องยนต์ที่พอเพียงต่อการใช้งาน แถมด้วยประหยัดน้ำมันใช้ได้น่ะ โดยอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10-11 กิโลเมตร/ลิตร แถมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่มั่นใจได้เลยครับว่ามันจะพาคุณไปได้ในทุกที่ที่คุณต้องการ



 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Share With: