fbpx
All New Suzuki XL7

All New Suzuki XL7 อีกหนึ่ง Crossover MPV ในตลาด ขับสนุก ช่วงล่างดี แล้วต่างจาก Ertiga ตรงไหน?

หลังจากการเบาบางของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส Covid – 19 ในประเทศไทย ก็มีการปลดล็อกในหลายๆ ภาคส่วน ก็ทำให้วงการยานยนต์ได้กลับมาคึกคักอีกครั้ง มีการเปิดตัวรถยนต์กันมากมายหลายรุ่น แต่ก็จะเปิดตัวกันในรูปแบบใหม่ New Normal เปิดตัวกันในรูปแบบ Online กัน ร่วมถึง All New Suzuki XL7 ที่เปิดตัวกันไปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมามีแค่รุ่นเดียวไม่มีรุ่นย่อยให้เลือกสรรสนนราคาอยู่ที่ 779,000 บาท (ต่างจาก Suzuki Ertiga รุ่น 2020 ตัวท็อปอยู่ 54,000 บาท) ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคยอดจองพุ่งทะลุไปกว่า 500 คันแล้ว ณ ตอนนี้

เปิดตัวกันมาได้พักใหญ่ทาง Suzuki ก็ลุกต่อเชิญสื่อมวลชนร่วมสัมผัส และทดลองขับ All New Suzuki XL7 กันทันที่ เป็นทริปสั้นๆ ไปเช้าเย็นกลับ เส้นทางกรุงเทพฯ – เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ระยะทางไป-กลับอยู่ประมาณ 400 กิโลเมตร ซึ่งการจัดกิจกรรมทดลองขับนี้ก็ต้องอยู่ในกฎข้อบังคับควบคุมความปลอดภัยของไวรัส Covid – 19 กันอยู่

ก่อนออกเดินทางก็ได้ฟังบรรยายจากทีมวิศวกร ที่พูดถึงความแตกต่างระหว่าง All New Suzuki XL7 ซึ่งเป็นรถประเภท Multi-Dynamic Crossover (จริงๆ มันก็เป็น Crossover MPV นั้นแหละแต่อยู่ที่แต่ละค่ายรถจะเรียก) กับ Suzuki Ertiga ที่มาจากพื้นฐานเดียวกันแต่มีความแตกต่างกันอยู่มากมาย

  1. ขนาดของตัวถังนั้นมีขนาดที่แตกต่างกันเกือบหมด รวมถึงชิ้นส่วนที่นำมาใช้ก็เป็นคนละชิ้นกัน
  2. ในส่วนของเครื่องยนต์แม้ว่าจะเครื่องเดียวกัน เกียร์เดียวกัน แต่ก็มีการปรับแต่งกล่อง ECM ใหม่ และมีการปรับค่าอัตราทดเฟืองถ้ายใหม่
  3. มีการปรับตั้งค่าโช๊ค, สปริง และมุมล้อใหม่ รวมถึงเหล็กกันโครงด้านหน้าก็มีขนาดหนาขึ้นอีก 1 มิลลิเมตร
  4. ในระบบบังคับเลี้ยวมีการปรับเปลี่ยน ตั้งค่า พวงมาลัย, แกนพวงมาลัย รวมถึงมอเตอร์ และกล่องควบคุมพวงมาลัยไฟฟ้า
  5. มีการปรับเปลี่ยนปั๊ม ABS และระบบ EPS (ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว)
  6. มีการออกแบบหลักอากาศพลศาสตร์เพิ่มเติมเข้ามาใหม่

รู้รายละเอียดของ All New Suzuki XL7 กันพอสมควรแล้วก็ออกเดินทางกันได้ เริ่มต้นขอเป็นผู้โดยสารกันก่อนละกัน เริ่มแรกที่ก้าวเข้ามาในรถรู้สึกถึงสัมผัสแรกกับความดูดีของการให้สีภายในห้องโดยสารที่เน้นไปในโทนสีดำ ประกอบกับแผงคอนโซลที่มีการแทรกด้วย Carbon Fiber สีดำ และคิ้วโครเมียมที่เป็นสีเงินด้าน

รวมถึงเบาะนั่งที่มีการเอาหนังเข้ามาเป็นส่วนประกอบด้วย ทำให้มีกลิ่นอายความเป็นสปอร์ตเพิ่มเข้ามา แต่น่าเสียดายที่ Carbon Fiber สีดำ และคิ้วโครเมียม จะมีแค่ในส่วนตอนหน้าเท่านั้นน่าจะลากยาวมาถึงผู้โดยสารแถว 2 ด้วยก็น่าจะดี ในจุดอื่นๆ ยังมีความคล้ายคลึงกับ Suzuki Ertiga รุ่น 2020 อยู่แทบไม่แตกต่าง

แต่มีจุดนึงที่น่าสนใจคือระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์ที่ให้จอระบบสัมผัสมีขนาดถึง 10.1 นิ้ว อันนี้ได้ลองเล่นแล้วประทับใจเป็นอย่างมากทั้งเรื่องของเสียงที่มาเป็นแบบ Surround sound คุณภาพเสียงออกมาใช้ได้เลย(แต่ถ้าอยากดีขึ้นอีกคงต้องเลี่ยนลำโพงกันแล้ว) และเรื่องของการเชื่อมต่อครบถ้วนเลยทีเดียว แต่ที่ผมชอบก็คือเป็นรถรุ่นแรกที่ผมใช้ระบบ Android Auto ได้เลยเหมือน Apple Carplay โดยไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมแค่เสียบสายก็ใช้ได้ทันที่(แต่ต้องเป็น Android Version 10 ขึ้นไป) สะดวกเลยสำหรับผู้ที่ไม่ใช่สาวก IOS และในระบบเอ็นเตอร์เทนเมนท์ของ All New Suzuki XL7 ยังสามารถดูไฟล์ที่เป็น VDO ได้อีกด้วย

ส่วนความสะดวกสบายในการนั่งก็ยังถือว่ากว้างขวางใช้ได้ ทั้งตอนหน้า และแถวที่ 2 ในส่วนของแถวที่ 3 นั้นคนตัวไม่ได้ใหญ่มากมายสามารถนั่งได้ไม่อึดอัด สำหรับผมตัวใหญ่ๆ คงต้องขอบาย มีติดอยู่นิดหน่อยในที่นั่งของผู้โดยสารข้างคนขับ ถ้าเป็นคนตัวขนาดผมอาจจะมีเมื่อยนิดหน่อยในการเหยียดขาให้สบายๆ นั้นต้องเหยียดไปทางใด ทางนึงคู่กัน เพราะพื้นรถมีซุ้มล้อนูนกินพื้นที่เข้ามาพอสมควร เลยทำให้รู้สึกยืดขาได้ไม่เต็มที่

ในส่วนของความสะดวกสบายอื่นก็มีให้มาทั้งช่องจ่ายไฟ 12V. มีมาให้ 3 ตำแหน่งครบทุกแถว(น่าจะเป็นช่อง USB มาให้เลยดีกว่า) ที่วางแก้ว วางขวดน้ำมีมาให้ถึง 8 จุด และตรงที่วางแก้วผู้โดยสารตอนหน้าสามารถมีช่องระบายความเย็นมาให้ด้วย

มากับรถประเภท Multi-Dynamic Crossover แล้วจะไม่พูดถึงพื้นที่เก็บสัมภาระคงจะไม่ดี มาเริ่มที่พื้นที่เต็ม 7 ที่นั่งสามารถขนของได้ 153 – 199 ลิตร พอพับเบาะแถว 3 ลงทั้งหมด(แบ่งพับได้ 50:50) จะได้พื้นที่ขนของ 550 ลิตร แล้วถ้าพับในแถวที่ 2 ลงอีก(แบ่งพับได้ 60:40) รวมถึงเบาะผู้โดยสารตอนหน้าด้วย ขนของได้ 803 ลิตร และที่สำคัญเมื่อพับเบาะลงหมดพื้นที่วางของจะราบเรียบเสมอกันหมด

พูดถึงภายในไปซะเยอะ จนลืมพูดถึงภายนอกไปเลยเราย้อนออกมาดูภายนอกกันว่าเป็นยังไงบ้าง กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำผสมโครเมียม สอดแทรกด้วยรูปทรงของดาบทาคะนะคาดขวางกลางกระจังหน้าทำให้ความรู้สึกถึงความดุดัน แข็งแกร่ง ไฟหน้าเป็นแบบ LED ที่ปรับระดับองศาของไฟต่ำได้ พร้อม Daytime Running Light และไฟตัดหมอกหน้า

ตัวรถยังมีการสอดแทรกวัสดุสีดำ และสีเงินที่สปอยเลอร์ สเกิร์ตกันกระแทก และซุ้มล้อรอบคัน มาพร้อมยางขนาด 195/60 R16 และล้ออลูมีเนียมลายใหม่แบบทูโทนขนาด 16 นิ้ว ส่วนด้ายท้ายมีการเสริมเติมแต่งด้วยแผง Piano Black ขนาดใหญ่ ไฟท้ายเป็น LED แบบ Light Guides สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมแบบลุยๆ บนหลังคามีให้ราวหลังคามาให้ด้วย

วิ่งมาถึงครึ่งทางแวะทานข้าวเที่ยงกันเสร็จสับก็ถึงเวลาเดินทางกลับ ก็มาถึงมือผมบ้างแล้วที่จะได้เป็นผู้ขับขี่บ้าง ต้องตื่นเต้นกันหน่อยแม้จะเป็นเครื่องยนต์เดียวกับ Suzuki Ertiga รหัสเครื่องยนต์ K15B ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว มีแรงม้าให้มา 105 ตัวที่ 6,000 รอบต่อนาที รีดแรงบิดที่ 138 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที แล้วก็มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แต่ก็มีการปรับจูนกล่อง ECM และปรับอัตราทดเฟืองท้ายใหม่จาก 4.278 เป็น 4.375 ซึ่งก็มีผลอย่างมากกับการขับขี่

ก่อนจะไปทีการขับขี่ขอพูดถึงพี้นที่ของฝั่งคนขับก่อน เบาะสามารถปรับได้ 6 ทิศทาง พวงมาลัยเป็นทรง D – Shape ขนาดกำลังดีปรับได้ 2 ทิศทางขึ้น – ลง แต่มุมเอียงอาจจะเอียงไปหน่อยทำให้ใช้เวลานิดนึงในการปรับเบาะให้ได้ตามท่าที่ถนัด ในส่วนของพื้นที่คนขับก็มีอีกจุดที่แตกต่างจาก Suzuki Ertiga ตรงจอ LCD แสดงผลแจ้งสถานะข้อมูลสำคัญของตัวรถมีขนาดใหญ่ขึ้น แสดงผลได้มากขึ้นเช่น Driving G-Force อัตราแรงบิด กำลังของเครื่องยนต์ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง และข้อมูลอื่นๆ ที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ

กลับมาที่การขับขี่กันครับ จากที่มีการปรับจูนกล่อง ECM และปรับอัตราทดเฟืองท้ายใหม่ เครื่องยนต์ K15B ใน All New Suzuki XL7 ขับสนุกขึ้นจากที่อยู่ใน Suzuki Ertiga มีกำลังในการลากตัวถังของรถที่มีน้ำหนักมากขึ้นกว่า 60 กิโลกรัมไปได้ด้วยดี ในการเร่งแซงระยะสั้นๆ หรือแม้แต่ระยะต่อเนื่องหลายๆ คันก็ผ่านได้ไม่ยาก ก็ถือว่าการปรับจูนกล่อง ECM กับปรับอัตราทดเฟืองท้ายมาใหม่เห็นผลเป็นอย่างดี กำลังเครื่องดีขึ้น ขับสนุกขึ้น แต่ถ้าบังคับขู่เข็ญ Kicks Down ย้ำๆ เพื่อเพิ่มความเร็วให้สูงขึ้นแบบรวดเร็ว พอเลย 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไปอาจจะรู้สึกเหนื่อยกับเสียงรถยนต์กันนิดหน่อย (ขับแบบธรรมดาก็ไปถึงได้เช่นกันแต่ช้าหน่อย) และอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงยังทำได้ดีกว่าอีกด้วยการเคลมจากโรงงานอยู่ที่ 16.4 กิโลเมตรต่อลิตรแต่ที่เราขับทดสอบก็ห่างไม่มากระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร ใช้ความเร็วอยู่ในกฎหมายกำหนดบ้าง เกินเลยไปบ้างตัวเลขที่ออกมาอยู่ที่ 14.2 กิโลเมตรต่อลิตรทำได้ดีเลยทีเดียว

ถ้าว่าเครื่องยนต์ขับได้สนุกแล้ว ช่วงล่างหละเป็นยังไงบ้าง ด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัทพร้อมคอยล์สปริง ด้านหลังก็เป็นแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมคอยล์สปริง ปรับความสูงจากพื้นถนนถึงใต้ท้องรถขึ้นไปอีก 2 เซนติเมตรเป็น 20 เซนติเมตร ในการขับขี่ หรือเป็นผู้โดยสารในตอนหน้าไม่นิ่ม และไม่แข็งเกิน ไม่มีอาการกระแทกนุ่มนวลดี แต่ผู้โดยสารตอนหลังอาจจะมีอาการเหวียงๆ มึนๆ บ้างนิดหน่อยไม่มาก ส่วนอาการของการขับขี่สนุกสนานดีแต่อยู่ในช่วงความเร็วที่ไม่สูงเกินไป พวงมาลัยน้ำหนักดี มีความแม่นยำพอควร แต่พอความเร็วสูงขึ้นอาจจะรู้สึกลอยๆ หน่อยๆ ทำให้ไม่มั่นใจขึ้นได้แม้จะนั่งกันมา 3 ชีวิตก็ตาม

แล้วในเรื่องของความปลอดภัยก็ให้มาตามความเหมาะสมกับราคา มีระบบถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า ระบบเบรก ABS ช่วยป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกระทันหัน  พร้อมระบบ EBD ช่วยกระจายแรงเบรกได้อย่างสมดุล เสริมด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพในการทรงตัว ESP และระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Hold Control) จุดยึดเบาะสำหรับเด็ก ISOFIX และ Top tether กล้องมองภาพพร้อมเซ็นเซอร์กะระยะในขณะถอยหลัง ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยการป้องกันการโจรกรรมด้วยระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer

สรุปโดยรวมแล้ว All New Suzuki XL7 ภายนอกสวยดูดี ส่วนภายในดูสปอร์ต การให้สีที่เป็นโทนดำทำให้ห้องโดยสารมีมิติมากขึ้น แต่ก็น่าจะปรับเปลี่ยนบางจุดเช่น กระจกมองหลังไม่มีตัดก้านดันที่สามารถปรับตัดแสงได้ ต้องปรับเอง แล้วก็แผงบังแดดที่ใช้วัสดุที่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ แต่เนื่องจากรถทั้งคันผลิตในประเทศอินโดนิเซีย แล้วส่งมาจำหน่ายที่ประเทศไทย เพราะรถประเภทนี้เป็นที่นิยมในนประเทศอินโดนิเซียในการขอเปลี่ยนแปลงก็เลยเป็นสิ่งที่ยากเย็นพอสมควร ในการขับข่ได้มีการปรับแต่งกล่อง ECM ใหม่ ขับขี่ได้สนุกขึ้น ช่วงล่างดี เกาะถนนใช้ได้ แต่เสียดายไม่มี Cruise control ใส่มาให้ด้วย All New Suzuki XL7 เหมาะเป็นรถครอบครัวยุคใหม่ และวัยรุ่นช่วงปลายที่ชอบการท่องเที่ยวแบบลุยๆ นิดๆ หน่อยๆ ท่านใดที่สนใจยังไงก็ไปทดลองขับกันได้ที่โชว์รูมซูซูกิ  ทั่วประเทศคร้าบบบบบ

บทความที่น่าสนใจ

พิสูจน์!! เชฟโรเลต โคโลราโด เซนเทนเนียล MY 18 หล่อ เท่ แรง ไปได้ทุกที่ที่มีทาง!

preeyanoot

ลอง ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ 18 กิโล/ลิตร เร่งดี นุ่มนวล แต่…ขอหนึบอีกนิดน่ะ

preeyanoot

All-new Toyota Corolla Altis hybrid ขับจริงเน้นใช้งาน จะประหยัดน้ำมันแค่ไหน ต้องลอง!!

iceparpanchai