ลอง ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ 18 กิโล/ลิตร เร่งดี นุ่มนวล แต่…ขอหนึบอีกนิดน่ะ

ตอนนี้ ยอดจองซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ เกิน 1,000 คันแล้ว เป็นคำพูดของ คุณวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการ ขายและการตลาด ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย บอกกับ เว็บไซต์ carvariety พร้อมย้ำว่าถ้าลูกค้าจองรถวันนี้ จะได้รับรถในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้!!

ยอดจอง 1,000 คัน ในเวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์หลังจากที่ ซูซูกิ เปิดตัว สวิฟท์ใหม่ อย่างเป็นทางการในตลาดรถยนต์อีโคคาร์เมืองไทย ถือว่าเป็นรถยนต์ที่มีอนาคตสดใสไม่น้อยเลยทีเดียว

ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ เป็นรถยนต์ในโครงการ รถยนต์อีโคคาร์ เฟส 2 เช่นเดียวกับ มาสด้า 2 ซึ่งในวันนี้ รถยนต์อีโคคาร์ เฟส 2 ที่ขายในบ้านเรามีเพียง ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ และ มาสด้า 2 เท่านั้น ถามว่า อีโคคาร์ เฟส 2 นั้นแตกต่างจากอีโคคาร์ เฟส 1 ทั่วไปอย่างไร

บอกง่ายๆ เลยว่า รถยนต์ในโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 นั้นจะถูกพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันน้อยกว่า หรือพูดง่ายๆ ประหยัดน้ำมันมากกว่า ปล่อยค่าไอเสียน้อยกว่า มีระบบความปลอดภัยมาตรฐานมากกว่า สรุปคือ รถในโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 นั้นมีมาตรฐานของรถดีกว่า รถอีโคคาร์ เฟส 1 นั่นเอง

ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาภายในโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 ทำให้เจ้ารถรุ่นนี้ เป็นรถรุ่นใหม่หมดทั้งคันไล่ไปตั้งแต่ แชสซีส์ เครื่องยนต์ เกียร์ ไปยัน อุปกรณ์ภายในทั้งหมดถูกเปลี่ยนใหม่ไม่มีกลิ่นไอรุ่นเดิมหลงเหลืออยู่ให้หงุดหงิดใจแต่อย่างใด

ขณะที่ ออปชั่นที่ให้มานั้น ก็ถือว่าใช้ได้พอสมควร เอาเริ่มจากภายนอกก่อนก็แล้วกันนะครับ อันดับแรกคือ ไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ พร้อมโคมไฟ LED ที่สามารถปรับระดับสูงต่ำได้มากถึง 5 ระดับ มีไฟ Daytime Running ไฟท้าย LED รุ่นท็อปและรองท็อป (GLX ,GLX NAVI ) มีไฟตัดหมอก ขนาดยางขอบ 16 นิ้ว (GLX ,GLX NAVI) ส่วนรุ่นที่เหลือขอบ 15 นิ้ว ดิสก์เบรก 4 ล้อ (GLX ,GLX NAVI ) แต่ถ้ารุ่นล่างก็จะเป็นหน้าดิสก์ หลังดรัม แบบทั่วๆไป

ก้าวมาในห้องโดยสาร ถือว่ากว้างขวางใช้ได้ กับห้องโดยสารที่กว้างขึ้นกว่ารุ่นเดิม 4 เซนติเมตร กว้างดีครับ ทั้งผู้โดยสารตอนหลังและตอนหน้า ยืดแข้งยืดขาได้สะดวกพอสมควร นั่งได้สบายพอใช้เลยทีเดียว พื้นที่ด้านบนศรีษะก็สูงเอาการ ถ้าคุณไม่ได้สูงเกิน 190 เซนติเมตร ก็ไม่ต้องกังวลว่าศรีษะจะติด

ห้องโดยสารตอนหลัง ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรให้มา มีแต่ช่องใส่ขวดน้ำที่อยู่บริเวณแผงประตูด้านข้างเท่านั้น ไม่ต้องเสียเวลาหาช่องเสียบ USB เพราะไม่มี ต้องอาศัยใช้ร่วมกับช่องเสียบ USB ด้านหน้า น่าเสียดายไม่มีที่พักแขนสำหรับผู้โดยสารตอนหลังด้วย ไม่เป็นไรเอากระเป๋ามาตั้งเป็นที่พักแขนแทนก็ได้ ชิล ชิล

มาที่ตำแหน่งคนขับกันบ้าง เริ่มตั้งแต่พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชัน แบบสปอร์ต 3 ก้านปรับได้ 4 ทิศทาง ที่พอจับดูแล้วกระชับมือใช้ได้เลยครับ ไล่สายตาไปที่แผงมาตรวัดหลังพวงมาลัย ก็ดูดีกับมาตรวัดแบบสปอร์ตที่กระจ่างตาดี แถมมีจอแสดงผลกลางเป็นจอ LCD ที่คอยบอกข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ระยะทางที่เหลือ ระยะทางที่ขับ ฯลฯ ก็ถือว่าออกแบบมาทันสมัยไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

ไล่สายตาไปเรื่อยๆ ตรงคอนโซลกลาง ก็พบกับหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่ออกแบบมาลงตัวดีเหลือเกินกับคอนโซลกลาง ทำให้ภายในของ สวิฟท์ใหม่ ดูทันสมัยไม่น้อยทีเดียว แต่ย้ำนะครับว่าเฉพาะรุ่น GLX NAVI เท่านั้นที่มีหน้าจอแบบนี้ ถ้าเป็นรุ่นอื่นเป็น Front เครื่องเสียงธรรมดาๆ เท่านั้น โดยหน้าจอระบบสัมผัสนี้จะทำหน้าที่แสดงผลเกี่ยวกับการทำงานรวมกับเครื่องเสียง และมีระบบ Apple Car Play เชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของคุณกับเครื่องเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

รวมถึงทำหน้าที่แสดงแผนที่ในระบบนำทางอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ สวิฟท์ใหม่นี้ ไม่มีกล้องมองหลังมาให้ด้วย เลยทำให้หน้าจอไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งผมมองว่าน่าจะมีกล้องมองหลังมาให้ด้วย ซึ่งบอกได้เลยถ้ามีละก็ perfect!!

อ้อ!! ลืมไป เบาะนั่งสวิฟท์ ใหม่ นี้นั่งสบายมากครับ ตัวฟองน้ำของเบาะหนานุ่มดี ผมชอบนะ เบาะนุ่มทั้งของผู้โดยสารตอนหน้า และผู้โดยสารตอนหลัง

ไล่สายตาลงมาจากหน้าจอ ก็พบกับปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศภายในรถ 3 ปุ่มเรียงกัน โดยการปรับอุณหภูมิ เป็นแบบดิจิตอล ดูทันสมัยดีไม่น้อย แต่ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลนั้นจะมีเฉพาะในรุ่น GLX ,GLX NAVI เท่านั่นถ้าเป็นรุ่นล่างกว่านี้ จะเป็นระบบปรับอากาศแบบอนาล็อก

มาเริ่มขับกันเลยดีกว่า อยากรู้แล้วว่าเครื่องยนต์ Duel Jet 1.2 ลิตรรุ่นนี้ จะแจ่มแจ๋วมากน้อยแค่ไหน เพราะแรงม้าในรุ่นนี้เหลือแรงม้าอยู่แค่ 83 ตัว ขณะที่รุ่นเดิมมีม้าอยู่มากถึง 91 ตัว แต่ม้าที่น้อยลงก็สอดคล้องกับน้ำหนักตัวรถที่ลดลงมากถึง 85 กิโลกรัมในรุ่นล่างสุด (GLA) และ 65 กิโลกรัมในรุ่น GLX NAVI ขณะที่แรงบิด ก็ลดจาก 118 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ 4,800 รอบต่อนาที มาเหลือที่ 108 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์เพียง 4,400 รอบต่อนาที กับเกียร์ CVT ชุดใหม่ จะทำงานลงตัวดีจริงอย่างที่ ซูซูกิ คุยหรือเปล่า

กดปุ่ม Push Start เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มขึ้นมาเบาๆ ไม่รู้สึกถึงอาการเครื่องยนต์สั่นมากนัก ก็ถือว่าเป็นความประทับใจแรกที่มีกับเครื่องยนต์ตัวนี้ละ เลื่อนตำแหน่งเกียร์ไปที่ D รถก็เคลื่อนตัวออกไปแบบสบายๆ นุ่มๆ เลยครับ แต่ถ้าอยากให้ออกตัวแบบพุ่งก็เหยียบคันเร่งให้หนักหน่อย เจ้าซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ก็พร้อมกระโจนไปข้างหน้า การออกตัว ถือว่าใช้ได้เลยครับ ไม่มีอืดอาดให้น่ารำคาญใจ

น้ำหนักที่เบา ส่งผลดีให้เราเห็นแล้วตั้งแต่การออกตัว ลองกดคันเร่งเพิ่มขึ้นอัตราเร่งใช้ได้เลยครับ ความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 14-15 วินาที แต่จุดนี้ยังไม่ได้จับความเร็วอย่างเป็นทางการนะครับ เดี๋ยวต้องขอลองแม่นๆ อีกสักครั้ง

ทางด้านเกียร์ CVT ทำงานได้ดีมาก ไม่มีอาการสะดุดระหว่างรอยต่อของการเปลี่ยนเกียร์แต่อย่างใด ผมชอบนะตรงจุดนี้ ถ้าอยากให้รถพุ่งอีกหน่อยก็กดปุ่ม Sport อัตราเร่งปรู๊ดปร๊าดขึ้นมาทันตาเห็นจากรอบเครื่องยนต์ที่ถูกลากให้จัดขึ้น ขับสนุกขึ้นพอสมควรเลยครับ แต่ต้องแลกกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นมาอีกนิดหน่อย

เส้นทางที่ใช้ในการลองขับครั้งนี้ ทางทีมงานจัดให้ลองขับในระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร มีช่วงขึ้น-ลงเขาประมาณ 20 กิโลเมตร โดยช่วงขึ้น-ลงเขา ผมกดปุ่ม Sport เลยครับ อยากรู้ว่าเจ้าสวิฟท์ใหม่นี้ ขึ้นเขาแถวเส้นสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ไหวหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่มีปัญหาครับ กำลังเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร Duel Jet ตัวนี้ ขึ้นทางชันๆ ได้หายห่วงไม่มีปัญหา หรือถ้าห่วงว่ากำลังเครื่องจะไม่ไหว ก็เปลี่ยนเกียร์มาเป็นเกียร์ L ก็สบายครับ ลากขึ้นเขากันไปแบบเหลือๆ แต่รอบเครื่องจัดเลยนะครับ เพราะเจ้าเกียร์ L นี้จะคาตำแหน่งเกียร์สูงสุดไว้ที่เกียร์ 2 เท่านั้น ลากกันไปเลยตามใจชอบ หรือจะใช้เป็น engine brake เวลาเข้าโค้งหนักๆ ก็ไม่ผิดกติกา

ในส่วนของเครื่องยนต์ ผมถือว่า ใช้ได้ เลยครับ ซึ่งถ้าพูดถึงอัตราเร่งเป็นรองแค่ มาสด้า 2 เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น เร่งดีกว่า โตโยต้า ยาริส อยู่พอสมควร

ขณะที่ช่วงล่างของ สวิฟท์ใหม่ บอกได้เลยว่า เน้นความนุ่มนวลครับ เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง และครอบครัวแน่ๆ สบายทั้งคนนั่งและคนขับครับ พวงมาลัยไฟฟ้าเบามือดีครับ ง่ายกับการหมุนเข้าจอดในที่แคบๆ ถ้าในความเร็วต่ำพวงมาลัยก็จะออกอาการเบามือ แต่เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น พวงมาลัยก็จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับหน่วงมือมากนัก

ช่วงล่าง ใช้ได้ครับไม่สั่นไม่ร่อนเมื่อใช้ความเร็วสูง พวงมาลัยนิ่งดีทีเดียว แต่ถ้าเข้าโค้งที่ความเร็วสูงๆ ผมว่าช่วงล่างจะออกอาการลอยๆ หน่อย ต้องประคองพวงมาลัยให้ดีเหมือนกัน แต่ยังดีครับที่มีระบบช่วยการทรงตัวของรถ ที่จะช่วยทำให้รถเข้าโค้งได้ปลอดภัยมากขึ้น ถือว่าดีทีเดียว

หากให้สรุปเรื่องช่วงล่าง สวิฟท์ ใหม่ เหมาะกับการใช้งานเรื่อยๆ ในเมือง ขับสนุกพอสมควร แต่ต้องใช้ความระมัดระวังหากต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ซึ่งในจุดนี้ผมว่า โตโยต้า ยาริส กับ มาสด้า 2 ทำได้ดีกว่า

ส่วนเรื่องอัตราสิ้นเปลืองนั้นยังไม่มีโอกาสได้ลองแบบจริงจัง แต่เท่าที่จับมาได้ในความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 17 กิโลเมตรต่อลิตร ถ้าความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร!!

แต่อัตราการสิ้นเปลืองเฉลี่ยทั้งในเมือง และนอกเมืองยังไม่สามารถจับได้ครับ เพราะยังไม่มีโอกาสเอามาใช้ แต่คาดว่าน่าจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 15 กิโลเมตรต่อลิตร เยี่ยมเลยครับกับอัตราสิ้นเปลืองในระดับนี้

ลองขับแบบสั้นๆ ในวันนี้แล้ว บอกได้คำเดียวว่า เจ้า ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่นี้ น่าใช้ไม่น้อย ขับง่าย ขับสบาย เหมาะทั้งการใช้งานในเมือง และต่างจังหวัด ประหยัดน้ำมันสุดๆ แต่ไม่สนับสนุนให้ใช้ด้วยความเร็วสูงมากนักครับ

ส่วนราคาค่าตัวเริ่มที่ 4.99 แสนบาท ไปจบที่ 6.29 แสนบาท คุ้มครับ!!


 

บทความที่น่าสนใจ

ก้าวข้าม 3 ประเทศ กับ CR-V Reach Out ก้าวออกไป?ให้ไกลกว่าจินตนาการ (จบ)

preeyanoot

ลอง MG3 ไมเนอร์เชนจ์ 1.5 ลิตร 4 เกียร์พอได้ แต่เด่นที่ True Music

preeyanoot

ลองขับ ตัวเป็นๆ นิสสัน เทอร์รา Ver.ฟิลิปปินส์ มีดีเกินตัวน่ะ

preeyanoot