fbpx

มาสด้า CX-3 ไมเนอร์เชนจ์ 2018 เปลี่ยนสไตล์ นุ่มขึ้น-หรูขึ้น

สนุกไม่น้อยเลยกับตลาดรถยนต์ในกลุ่ม Cross Over ขนาดเล็ก ที่ช่วงนี้กำลังคึกคักไม่น้อยหลังจากที่ โตโยต้าเปิดตัว C-HR เข้ามาในตลาดนี้ แถมมีเครื่องไฮบริดมาใส่ในรุ่นท็อป รวมถึงอัดเทคโนโลยีท็อปๆ เอาไว้ไม่น้อย ทำเอาเพื่อนร่วมวงการอยู่เฉยไม่ได้

เริ่มตั้งแต่ ฮอนด้า ยืดเส้นยืดสายเปิดตัว HR-V เวอร์ชั่น 2018 ด้วยการแต่งหน้าทาปากให้สปอร์ตมากขึ้นในรุ่น RS และใส่เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยลงไปไม่น้อย และล่าสุด คือมาสด้า ที่จับ CX-3 มาแต่งตัวใหม่ในรุ่น New CX-3 หรือพูดง่ายๆ คือ CX-3 ไมเนอร์เชนจ์นั่นเอง

มาสด้า New CX-3 รุ่นนี้ได้รับการแต่งหน้าทาปาก และใส่ออปชั่นเพิ่มไม่น้อยทีเดียว เพราะไม่อย่างนั้นเชื่อได้ว่ายอดขายมาสด้า CX-3 เตี้ยติดดินแน่ๆ ซึ่งที่ผ่านมา CX-3 มียอดขายที่น้อยที่สุดในบรรดารถครอสโอเวอร์ในกลุ่มเดียวกัน การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มาสด้า ก็หวังว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายให้กับมาสด้า ได้บ้าง

มาดูกันเลยว่าเจ้า New CX-3 นี้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างตั้งแต่ภายนอก ภายใน ช่วงล่าง และฟังก์ชั่นความปลอดภัย ที่ถูกปรับเปลี่ยนไปมากทีเดียว เพื่อให้ New CX-3 นี้ดูหรูหรามากขึ้น ดูดีมากขึ้น ที่สำคัญขับดีมากขึ้นด้วย

เริ่มตั้งแต่ภายนอกที่มีการปรับเปลี่ยนใหม่เริ่มตั้งแต่ กระจังหน้าใหม่ที่เส้นกระจังหน้าหนามากขึ้น กรอบไฟตัดหมอกสีเงาดำ ไฟท้าย LED และล้ออัลลอยที่ได้รับการออกแบบใหม่ รวมไปถึงสีภายนอกใหม่ที่เวอร์ชั่นนี้มีสีแดง โซล เรด คริสตัล ใหม่ มาเป็นตัวชูโรงอีกด้วย โดยเจ้าสีนี้ ใช้เทคโนโลยีการพ่นสีเฉพาะแบบ TAKUMINURI ของมาสด้า โดยสีนั้นจะมีความสดฉ่ำขึ้น 20% และดูมีมิติขึ้น 50% มากกว่าสีแดงโซล เรด

ถือว่าสีแดงในเฉดนี้ของ New CX-3 สวยไม่น้อยเลยครับเด่นๆ กว่าสีแดงของรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ แค่สีก็กินขาดแล้วครับ

ภายนอกถือว่าเท่มากขึ้น แต่ภายในนี่สิครับต้องบอกว่าสุด!! โดยเป้าหมายของมาสด้า คือต้องการให้มาสด้า CX-3 ใหม่นี้ดูหรูหรา มีระดับมากขึ้นไม่ใช่รถญี่ปุ่นอย่างที่คุณเคยเห็นและสัมผัสมาก่อน โดยเฉพาะการใช้วัสดุอย่างผ้า Grand Luxe Suede ที่คล้ายๆกับผ้ากำมะหยี่มาไว้ที่ คอนโซลหน้า และแผงประตู รวมถึงช่องแอร์ก็เปลี่ยนใหม่ตกแต่งด้วยสีแดงใหม่อีกด้วย บอกได้เลยว่า ดูหรูหรามากครับ หรูกว่าคู่แข่งทั้ง 2 รุ่นที่ผมบอกไว้แน่นอน

แถมยังมีเบาะหลังปรับเพิ่มที่พักแขนบริเวณตรงกลางพร้อมที่วางแก้วน้ำ 2 ใบ ทำให้ผู้โดยสารตอนหลังสบายขึ้นมานิดนึงนะครับ สบายในที่นี้คือมีที่ให้วางแขนกับแก้วน้ำเท่านั้นนะครับ แต่ความแคบยังเหมิือนเดิมทางไกลๆ ผู้โดยสารตอนหลังน่าจะทรมานไม่น้อย คงต้องจอดหาร้านกาแฟทานกันบ่อยหน่อย ก็น่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อยู่

ส่วนที่เก็บสัมภาระด้านท้ายก็ยังแคบอยู่เหมือนเดิม ใครที่เป็นพวกบ้าหอบฟาง ไม่น่าจะเหมาะกับรถรุ่นนี้แค่ใส่เป้เดินทางสองสามใบ ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายก็เต็มเสียแล้ว

ยังไง CX-3 ก็ยังนั่งสบายสู้คู่แข่งไม่ได้สักราย คงต้องรอโมเดลใหม่ในปีหน้า ที่แชสซีส์ยาวขึ้น ฐานล้อกว้างขึ้น ถึงจะแก้เรื่องนี้ได้

นอกจากนี้ มาสด้า ยังจับเอาระบบความปลอดภัยใน เทคโนโลยี i-ACTIVSENSE มาใส่ไว้ใน CX-3 เวอร์ชั่นนี้ไว้แน่นเอียด คือมีถึง 8 ระบบจาก 9 ระบบที่มีอยู่ใน มาสด้า 3 เวอร์ชั่นล่าสุด ถือว่าเป็นรถครอสโอเวอร์ไซส์เล็กที่มีระบบความปลอดภัยมากที่สุดในตลาดรถยนต์เมืองไทย

สำหรับระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ใส่เพิ่มเข้ามาคือ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Advanced Blind Spot Monitoring – ABSM) และ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) ถูกติดตั้งเป็นมาตรฐานในมาสด้า ซีเอ็กซ์-3 ใหม่ ทุกรุ่นย่อย รวมไปถึงการติดตั้งระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360 View Monitor) โดยระบบที่เพิ่มมานั้่น ผมว่ามีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ขับขี่ และผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างมากจริงๆ

สำหรับ CX-3 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ที่ผมลองขับนั้น ผมมีโอกาสได้ลองทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร และเบนซิน 2.0 ลิตร เรียกได้ว่าเป็นรุ่นท็อปของทั้ง 2 เครื่องยนต์เลยทีเดียว เดี๋ยวเรามาดูกันเลยครับว่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง

เริ่มจากเครื่องยนต์ดีเซลก่อนก็แล้วกัน เพราะราคาค่าตัวพอฟัดพอเหวี่ยงกับ โตโยต้า C-HR เครื่องยนต์ไฮบริด พอสตาร์ทเครื่องเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์มาเป็นเกียร์ D พร้อมเหยียบคันเร่งหนักๆ รถก็พุ่งออกไปทันที บอกได้เลยครับว่ายังคงแรงเอาเรื่องอยู่ในเรื่องของการเร่งแซง ยังคงดีอยู่ไม่น้อย โดยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลขนาด 1.5 ลิตร ให้แรงม้า 105 แรงม้า ที่รอบเครื่องยนต์ 4,000 รอบต่อนาที แต่ให้แรงบิดมากถึง 270 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ 1,600 – 2,500 รอบต่อนาที

เครื่องยนต์ยังทำงานได้ดีในทุกมิติครับ ทั้งการเร่งแซงและอัตราสิ้นเปลืองที่เฉลี่ยอยู่ประมาณ 17 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับการขับขี่ที่ความเร็วค่อนข้างสูง และหากเป็นการใช้งานในเมืองอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 12-13 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าอัตราการสิ้นเปลืองเป็นรอง โตโยต้า C-HR เครื่องยนต์ไฮบริดเท่านั้น

ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร156 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดที่ 204 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ เพียง 2,800 รอบต่อนาที ถือว่ามากที่สุดในบรรดาคู่แข่งทั้งหมด แถมการเร่งแซงยังทำได้ดีไม่น้อย ขับสนุกเลยทีเดียวกับเครื่องตัวนี้ เร่งแซงได้ทั้งความเร็วต้น และความเร็วกลาง

ในเรื่องของอัตราเร่งของเครื่องยนต์ทั้ง 2 รุ่นผมไม่มีอะไรที่แคลงใจครับ ทั้งเครื่องทั้งเกียร์ยังเด่นเหมือนเดิม แต่ที่แปลกใจและทึ่งที่สุดคือ ในเรื่องของช่วงล่างที่มาสด้าย้ำอย่างหนักแน่นว่า CX-3 ใหม่นี้จะนุ่มมากขึ้น แล้วเมื่อลองขับก็ยอมรับครับว่านุ่มขึ้นจริงๆ นุ่มขึ้นมากด้วย

CX-3 รุ่นเดิมนั้นช่วงล่างค่อนข้างกระด้าง เพราะทางมาสด้า ต้องการเน้นความเป็นตัวตนของแบรนด์มาสด้า คือขับสนุก เน้นไปทางสปอร์ต เลยทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ของมาสด้า CX-3 เป็นผู้ชายเสียมาก แต่มาในวันนี้ด้วยยอดขายที่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ ก็ต้องขยายกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น นั่นก็คือขยายไปยังกลุ่มผู้หญิงและครอบครัวนั่นเอง

และการปรับช่วงล่างให้นุ่มนวลขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่จะทำให้มาสด้าก้าวเข้าไปหากลุ่มเป้าหมายใหม่ที่วางไว้ โดยช่วงล่างที่ปรับให้นุ่มขึ้น ถูกปรับตั้งแต่การตั้งค่าช่วงล่างทั้ง 4 ล้อและการใช้ยางซีรีส์ใหม่ คือ 215/50 ขอบ 18 นิ้ว โดยยางที่ใช้คือยางยี่ห้อ TOYO นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียวครับ ไม่ใช่ยางที่ผลิตในประเทศไทยด้วย

เมื่อลองขับก็ต้องยอมรับว่า CX-3 ใหม่นี้นุ่มขึ้นจริงๆ นุ่มขึ้นมากเลย แต่ก็ยังไม่นุ่มเท่าโตโยต้า C-HR แต่ถือว่านุ่มมากทีเดียว โดยช่วงล่างที่นุ่มขึ้นแบบนี้ เชื่อได้ว่าจะถูกใจสาวๆหลายคนเลยทีเดียว

อีกอย่างที่ต้องปรบมือให้กับทีมมาสด้า คือเมื่อปรับช่วงล่างให้นุ่มขึ้นมาแล้วแต่ยังคงความหนึบอยู่เหมือนเดิม ช่วงล่างกับพวงมาลัยยังไว้ใจได้ในย่านความเร็วสูง รวมถึงคดโค้งหนักๆ ก็ยังไว้ใจได้ครับ ผมชอบน่ะกับความรู้สึกเข้าโค้งหนักๆได้ แต่ช่วงล่างนุ่มๆ หน่อย ทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นรถที่มี 2 บุคลิกคือสนุกก็ได้สบายก็ดี

ที่สำคัญคือ ราคาจำหน่ายของ CX-3 ใหม่นั้นราคาเดิมครับ มีแค่รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้นที่ขยับราคาขึ้นไปไม่ถึงหมื่นบาท แต่ได้ของใหม่มาเพียบ

ยอมรับครับว่า การปรับปรุง CX-3 เวอร์ชั่นใหม่นี้ ทำได้ดีขึ้นมากทีเดียว หรูขึ้นจากวัสดุภายใน ปลอดภัยมากขึ้นจากเทคโนโลยีที่ใส่เพิ่มเข้าไปอีก ช่วงล่างที่ปรับให้นุ่มนวลมากขึ้น แต่ยังคงหนึบเหมือนเดิม เครื่องยนต์ที่ถือว่าเหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน โดยเฉพาะในเรื่องของความแรง ส่วนเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองอยู่ในระดับที่ดีไม่น้อย

หากให้สรุป CX-3 เวอร์ชั่น 2018 นี้น่าใช้หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าน่าใช้ ขึ้นมากทีเดียว และน่าจะเหมาะกับสาวๆ วัยรุ่นที่ต้องการรถยนต์ขนาดไม่ใหญ่ ไม่เล็กจนเกินไป ไม่เน้นขนสัมภาระ ขับได้ทั้งในเมืองและเดินทางไปต่างจังหวัด รถคันนี้แหละบอกได้เลยว่าโคตรเหมาะครับ รวมไปถึงครอบครัวขนาดเล็กที่มีสมาชิกแค่ 2-3 คนพอ มากกว่านั้นไม่แนะนำครับ


 

บทความที่น่าสนใจ

ลองขับ! TOYOTA C-HR ไฮบริด SUV หนึบ แน่น ประหยัดจริง คุ้มค่าตัว 1 ล้าน

idiot

ลอง EMG 6 ปลั๊ก-อิน ไฮบริด 228 แรงม้า สุดยอดเทคโนโลยีของ MG

idiot

All New Suzuki XL7 อีกหนึ่ง Crossover MPV ในตลาด ขับสนุก ช่วงล่างดี แล้วต่างจาก Ertiga ตรงไหน?

Peng

This website uses cookies to improve your experience. We'll assume you're ok with this, but you can opt-out if you wish. Accept Read More

Privacy & Cookies Policy