พิสูจน์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เทพแห่ง ออฟโรด

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กลายเป็นรถกระบะที่ใครหลายคนพูดถึงมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากรูปร่างหน้าตาของเจ้าแร็พเตอร์ ที่ดูแล้วแสนจะดุดัน บึกบึน แตกต่างไปจากกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เวอร์ชั่นปกติ อย่าง เรนเจอร์ ไวล์แทรค อย่างเห็นได้ชัด

ทำให้ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีเอกลักษณ์ที่เป็นตัวของตัวเองได้เป็นอย่างดี โดยความต่างของแร็พเตอร์ นั้นหากมองแค่ผิวเผินมันคือ ชุดแต่งอันแสนอลังการที่ทำให้ เรนเจอร์ กลายร่างเป็น แร็พเตอร์ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่ทำให้ เรนเจอร์ กลายร่างเป็น แร็ตเตอร์ นะครับ ภายนอกใครๆ ก็อาจจะแต่งให้เหมือนได้แต่สิ่งที่มันทำให้ เรนเจอร์ กลายเป็นแร็พเตอร์ตัวจริง มันซ่อนอยู่ภายในที่ไม่มีใครเห็นครับ

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือรถกระบะที่ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้ทีมงานของ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ที่เป็นผู้ดูแลให้การส่งต่อดีเอ็นเอรถออฟโรดสมรรถนะสูงของฟอร์ด F-150 แร็พเตอร์ มายังเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยหลักการสร้างเจ้า เรนเจอร์ แร็พเตอร์ นี้เพื่อให้เกิดรถที่สามารถขับขี่แบบออฟโรดได้ด้วยความเร็วสูง

ซึ่งวันนี้ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปพิสูจน์กันครับว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ นั้นขับแบบออฟโรดด้วยความเร็วสูงได้ดีขนาดไหน สมกับค่าตัว 1.699 ล้านบาทหรือไม่

หน้าตาของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ นั้นอย่างที่บอกครับว่า ดูดุดันและหล่อมากกกก เมื่อเทียบกับรถกระบะบ้านเรา รวมถึงหล่อกว่า รุ่นน้องอย่าง ไวลด์แทรค ไม่น้อยเสียด้วย ซึ่งแค่หน้าตาที่แสนจะหล่อแมนโคตรๆ แบบนี้ผมว่า มันก็ทำให้หลายๆ คนยอมควักกระเป๋าซื้อเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ไปขับเล่นแบบเท่ๆ แล้วครับ และเชื่อว่าลูกค้ามากกว่าครึ่งที่ซื้อ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ไปก็เพื่อความเท่มากกว่าเพื่อความมันในการขับแน่นอน

แต่ในครั้งนี้เรามาจะพิสูจน์ความมันในการขับครับ ไม่พูดถึงความเท่ในการขับ ดังนั้นผมจะไม่ขอบรรยาย รูปร่างหน้าตาของเจ้าแร็พเตอร์มากนัก เอาแค่คร่าวๆ พอ

หน้าตาภายนอกของแร็พเตอร์ นั้นถูกล้อมไปด้วยชุดแต่งออฟโรดคุณสูงรอบคัน เด่นตั้งแต่กระจังหน้าโลโก้ FORD สะดุดตา ไฟหน้าแบบ LED บันไดข้างออกมาแบบมาเฉพาะแร็พเตอร์เท่านั้น ซุ้มโป่งล้อ แผ่นอลูมิเนี่ยมกันกระแทกใต้ห้องเครื่องด้านหน้า โช้คอัพของ Fox Racing Shox พร้อมยางขนาด 285/70/R17 ส่งผลให้เจ้าแร็พเตอร์คันนี้ ใหญ่กว่า เรนเจอร์ไวลด์ แทรค ในทุกมิติ โดยเฉพาะความสูงจากถนนที่มากถึง 283 มิลลิเมตร ถือว่าเป็นรถกระบะยกสูงที่สูงที่สุดในตลาดกระบะเมืองไทยแล้วครับ

ดังนั้นไม่ต้องกลัวเรื่องน้ำท่วมเหลือๆ แต่มากลัวเรื่องเปลี่ยนยางดีกว่า เพราะยาง All-Terrain ยี่ห้อ BF Goodrich รุ่นนี้จะมีคุณสมบัติคือแก้มยางมีความทนทานสูง เหมาะในการลุยทุกสภาพพื้นผิว และดอกยางขนาดใหญ่พิเศษ เป็นยางนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ถ้าต้องการสเป็กนี้เป๊ะๆ ก็เส้นละประมาณ 2.5 หมื่นบาทครับ 4 เส้นก็ 1 แสนบาทบวกลบนิดหน่อย สบายตัวไป มีตะขอเกี่ยวคู่ทั้งด้านหน้า-หลังมาให้ ไว้สำหรับการลากจูงกันอย่างเต็มที่อีกด้วย

นอกจากภายนอกที่ดูบึกบึนแล้ว แชสซีส์ของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบใหม่มาเป็นพิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูง และทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะ โดยผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าแข็งแรงกว่า เรนเจอร์รุ่นทั่วๆ ไป

ภายนอกพอละ ก้าวมาในห้องโดยสารดีกว่า ความกว้างขวางของห้องโดยสารเท่าๆกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ ทุกรุ่น ไม่มีอะไรที่โดดเด่น แต่ที่เด่นกว่าเรนเจอร์รุ่นอื่นๆ ก็คือการตกแต่งภายในของแร็พเตอร์นั้นดูสวยงามกว่า วัสดุที่ใช้ก็หรูหรากว่าใน ไวลด์แทรค เบาะที่นั่งตอนหน้าเป็นเบาะแบบสปอร์ต ที่น่าแปลกใจมากครับเพราะนั่งสบายมากกกก นึ่งว่าจะแข็งๆกระด้างๆ เหมือนเบาะสปอร์ตที่เคยเจอมาในรุ่นอื่นๆ

พวงมาลัยหุ้มหนัง จับกระชับมือดีครับ และแน่นอนว่าพวงมาลัยนี้ต้องเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น ควบคุมเครื่องเสียงภายในรถ รับ-วางสายโทรศัพท์ รวมถึงมีปุ่มเปิด-ปิด ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ หรือ ครูซคอนโทรล ที่น่าเสียดายว่าในเจ้า แร็พเตอร์ ทางฟอร์ด ไม่ยอมติดตั้งระบบ Adapyive Cruise Control มาให้เหมือนกับใน ฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ เลยทำให้ระบบนี้น่าจะไม่ได้ถูกใช้งานมากนัก

แผงคอนโซลหน้า และแผงประตูด้านข้าง ถูกหุ้มด้วยหนังแบะเด่นด้วยการเดินด้ายสีน้ำเงิน ต่างจากรุ่นไวลด์แทรค ที่ภายในจะเดินด้วยด้ายสีส้ม แผงหน้าปัดดูดีครับ มีมาตรวัดเพียงแค่ 2 วงเท่านั้น ซึ่งพอแล้วครับไม่ต้องมีมาตรวัดอะไรมาให้มากมาย เกะกะสายตา

และที่ต้องบอกอีกอย่างคือในแร็พเตอร์ จะมาพร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย โดยจะมีแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังพวงมาลัย ซึ่งแป้นนี้ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบาอันเป็นดีเอ็นเอใหม่ของแร็พเตอร์ ทำให้การขับเรนเจอร์ แร็พเตอร์ นั้นสนุกมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ออฟโรด

จะว่าไปแล้ว แร็พเตอร์ นั้นถูกออกแบบช่วงล่างมาสำหรับการขับออฟโรดด้วยความเร็วที่สูงกว่าปกติ แล้วบนทางออนโรดแบบทั่วไปละเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจไม่น้อย และเมื่อได้ลองขับบนทางทั่วไป ก็ต้องบอกว่าช่วงล่างของแร็พเตอร์ทำงานได้ดีไม่น้อยทีเดียว แม้ว่าภายนอกจะดูเป็นรถยกสูงล้อใหญ่ๆ แต่เมื่อขับบนทางปกติแล้ว กลับพบว่าช่วงล่างค่อนข้างจะนุ่นนวลเลยทีเดียว นุ่มกว่ารถกระบะยกสูงทั่วไปเสียอีก

ทำให้รูืสึกแปลกๆ ที่ขับรถประเภทนี้ ยกสูงๆ แต่ไม่ปรากฏอาการกระแทกของโช้คอัพเวลาขับผ่านหลุมบ่อ ทางขรุขระให้เสียความรู้สึก แต่ในความแปลกนี้ผมไม่ชอบครับรู้สึกว่ามันนุ่มนวลเกินไปต้องแข็งนิดๆ ถึงจะเหมาะกับหน้าตารูปร่างแบบนี้ แต่คนอื่นๆน่าจะชอบครับ ใกล้เคียงกับรถยนต์นั่งเข้าไปทุกทีแล้ว

เลยทำให้รู้ว่าเจ้าเรนเจอร์ แร็พเตอร์ นี้เหมาะกับการใช้งานกลุ่มครอบครัว นั่งกันแบบ 4 คน นี่ไปกันเพลินๆเลยนะครับ ไม่มีกระเด้งกระดอนให้หงุดหงิด ทั้งคนขับและผู้โดยสาร บอกเลยครับเดินทางไกลสบายๆเลย ทั้งช่วงล่างที่นุ่มนวล สิ่งอำนวยความสะดวกในรถที่มาแบบแน่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง ซิงค์ 3 ที่สั่งงานด้วยภาษาไทยได้แล้ว แอร์ก็เย็นเจี้ยบ แจ่มจริงๆ

พวงมาลัยยังแม่นยำเหมือนเดิม แต่เวลาเข้าโค้งหนักๆ รถจะออกอาการโยนๆหน่อยครับ น่าจะมาจากตัวรถที่สูงกว่าปกติก็เลยทำให้รถออกอาการแบบนี้ ก็ต้องระวังกันหน่อยจุดนี้ แต่พวงมาลัยค่อนข้างจะแม่นยำไม่น้อยเหมือนกับรุ่นไวลด์แทรค ยังไงยังงั้่น

อัตราเร่งเหมือนกับไวล์แทรคอย่างกับแกะ ไม่ได้เด่นกว่าหรือด้อยกว่าเท่าไหร่ แม้ว่าน้ำหนักตัวของเจ้าแร็พเตอร์นี้จะมากกว่า 2 ตันก็ตาม ยังคงเร่งแซงได้ทันใจ ทั้งจากการคิ๊กดาวน์ หรือจากการเปลี่ยนเกียร์ที่แป้นเกียร์ที่พวงมาลัย แต่ความฉับไวของอัตราเร่งที่ขึ้น-ลง แบบปรู๊ดปร๊าดนี้ต้องเป็นการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ซึ่งผมชอบมากครับมันดี เวลาขึ้น-ลงเขา เกียร์ 10 เกียร์ เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว เกียร์แต่ละเกียร์เปลี่ยนค่อนข้างนุ่มนวลทีเดียว

แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดของ แร็พเตอร์ ก็คือช่วงล่างที่เหมาะอย่างยิ่งกับการขับบนเส้นทางออฟโรด ด้วยความเร็วสูง ซึ่งทางฟอร์ดได้จัดเส้นทางการลองขับบนเส้นทางออฟโรดที่ได้ใช้ระบบการขับเคลื่อนทั้ง 6 โหมด ซึ่งนับว่าแร็พเตอร์ เป็นรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อที่มีระบบขับเคลื่อนมากที่สุดในเวลานี้

ไม่ว่าจะเป็นการลุยเส้นทางที่เป็นหินก้อนใหญ่ๆ แร็พเตอร์ ก็อาศัยแรงบิดที่มีอยู่ 500 นิวตันเมตรได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องกังวล การไต่ขึ้นเนินชันๆ ไม่มีปัญหา การกระโดดลงแอ่งโคลนก็ไปได้ฉลุย การขับบนหญ้าที่ค่อนข้างลื่นก็ทำได้ค่อนข้างดี

คำว่าค่อนข้างดีหมายถึง การทรงตัวเมื่อต้องขับที่ความเร็วสูง รถทรงตัวดีมากครับแทบจะไม่ต้องแก้อาการของรถเวลาเข้าโค้งหนักๆ เลยทีเดียว ปรบมือให้กับระบบช่วงล่างที่เฉียบขาดมาก ทำให้การขับบนทางลื่นๆแบบนี้เป็นไปได้แบบสบายๆ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความสนุกในการขับแล้วหายไปเยอะครับ เพราะไม่มีโอกาสได้แก้อาการรถเสียการทรงตัวเท่าไหร่นัก ถามว่าขับสนุกมั้ยไม่สนุก แต่ถามว่าปลอดภัยมั้ย บอกว่าปลอดภัยมากจริงๆสำหรับพวกที่ไม่คุ้นเคยกับการขับบนเส้นทางแบบนี้

อีกด่านที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการขับเหินผ่านเนิน ที่ใช้ความเร็วที่ 80 กิโลเมต่อชั่วโมง ซึ่งด่านนี้ถูกเซ็ตขึ้นมาเพื่อให้เราได้รับรู้ถึงประสิทธิภาพการทำงานของโช้คอัพของ FOX ที่มีระดับราคาเรือนแสนบาทว่ามีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ไม่ใช่เพื่อต้องการสร้างภาพว่าเป็นกระบะบินได้ แต่อย่างใด

เพราะที่ผ่านมาเริ่มมีการสร้างกระแสในเรื่องของกิจกรรมครั้งนี้ว่าทางฟอร์ดต้องการสร้่งภาพ กระบะ อร์ดเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ขณะที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศว่าเป็นการสร้างภาพเพื่อหวังโปรโมทสินค้า โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย

ก็ต้องเรียนว่า กิจกรรมครั้งนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถือว่าได้มาตรฐานระดับสากลแล้ว รวมถึงความเร็วในการขับก็อยู่ภายใต้มาตรฐานการควบคุมของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เช่นกัน อย่างการขับเหินบนเนินนั้น ใช้ความเร็วแค่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น รถก็เหินแล้วครับ

การเหินของรถที่ความเร็ว และความชันของเนิน ที่ถูกสร้างขึ้นมา ผมบอกได้เลยว่ารถกระบะทุกยี่ห้อทำได้กับการเหิน หรือการบิน แต่….สิ่งที่รถกระบะค่ายอื่นทำไม่ได้คือ เมื่อรถลงมากระแทกพื้น ช่วงล่างหน้าและหลัง สามารถดึงรถให้อยู่ในการควบคุมได้ดีมาก คือรถยังทรงตัวอยู่ในทางตรง

การกระแทกของตัวรถ คนนั่งแทบไม่รู้สึก รวมถึงการดึงของสปริงที่บอกคำเดียวว่า ดึงอยู่ ไม่ทำให้เราเกิดอาการโยนตัวแต่อย่างใด

นี่คือวัตถุประสงค์หลักของการเหินในครั้งนี้ครับ ว่าต้องการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบโช้คอัพว่าเทพขนาดใหน ไม่ใช่เพื่อต้องการสร้างภาพว่าเป็นกระบะบินได้

นอกจากสถานีการเหินแล้ว ในวันรุ่งขึ้น เรายังไปพิสูจน์ระบบการขับเคลื่อน BAJA อันเลื่องชื่อของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กันอีกด้วยว่าจะโดดเเด่นแค่ไหน ซึ่งเจ้าระบบขับเคลื่อนแบบ BAJA นั้นเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยความเร็วสูง บนเส้นทางออฟโรดครับ ซึ่งบอกได้เลยว่าในเมืองไทยหาเส้นทางแบบนี้ยากเต็มทน จะมีก็แต่ทางลูกรัง หรือทางกรวด แต่ก็ไม่สามารถขับด้วยความเร็วสูงได้แน่ๆ ครับ

แต่ในเมื่อระบบนี้เป็นหนึ่งในระบบขับเคลื่อนที่ว่ากันว่า เจ๋ง ในระดับแถวหน้าของโลกแล้ว ก็ต้องลองกันหน่อย โดยทางทีมงานฟอร์ด ได้หาสถานที่ซึ่งเป็นสถานที่ปิด ที่มีพื้นผิวถนนแบบหินกรวด ตลอดเส้นทางที่สำคัญมีโค้งสวยๆ ให้เล่นเยอะทีเดียว

แค่เห็นทางก็รู้แล้วครับว่า ลื่นขนาดไหน ผมเองลองปิดระบบ BAJA เพื่อลองเส้นทางนี้ปรากฏว่า ต้องการแก้อาการรถทั้งท้ายปัด ทั้งหน้าดื้อโค้ง กันแบบมือเป็นระวิง แถมความเร็วที่ใช้ก็ไม่ได้มากมายนักเสียด้วย รถยังเสียการทรงตัวไม่น้อยทีเดียว

แต่เมื่อลองเปิดระบบ BAJA แล้ว เฮ้ย……อาการเสียการทรงตัวของรถเกิดขึ้นน้อยมาก ย้ำนะครับว่าเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เกิดเลยนะครับ ยังมีอาการเสียการทรงตัวเกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่แก้ง่ายขึ้นเยอะเลย ที่สำคัญคือความนุ่มนวลของช่วงล่างที่ดีมาก เป็นการออฟโรดที่นั่งสบายที่สุดเท่าที่เคยรถกระบะมา

จุดนี้…ผมอยากบอกว่า ระบบ BAJA ช่วยให้การขับรถบนเส้นทางแบบนี้ปลอดภัยมากขึ้นมากกกก ทีเดียว แต่ก็ต้องไม่ขับบนความประมาทนะครับ ว่ารถฉันมีระบบ BAJA แล้วจะขับเร็วขนาดไหนก็ได้ ไม่ใช่นะครับ เพราะอย่าลืมว่า ทักษะการขับออฟโรด บนทางฝุ่น ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีด้วยนะครับ และเป็นเรื่องที่สำคัญมาก รวมถึงความไม่ประมาท เมื่อเราขับรถที่มีแรงม้ามากถึง 213 แรงม้า

บอกตรงนี้เลยครับว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือหนึ่งในรถกระบะออฟโรด ในแบบ production car ที่ดีที่สุดคันหนึ่งในตลาดรถกระบะเมืองไทย ไม่มีรถกระบะค่ายใดแซงหน้าได้ แต่ก็ต้องแลกกับค่าตัวเกือบ 1.7 ล้านบาท ซึ่งก็ต้องแล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล

รถคันนี้พาคุณไปได้ และไปได้เร็วมากด้วย แต่ตัวคุณต้องรู้ว่า คุณมีความสามารถในการควบคุม การขับ ได้มากน้อยแค่ไหน ที่จะปลอดภัยที่สุด อย่าลืมนะครับขับเร็วใครก็ขับได้ แต่ขับเร็วและปลอดภัยและถนอมรถนั้นยากกว่าหลายเท่าตัวครับ

รถคันนี้ ลอยในอากาศได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ไปทำกันครับ เพราะการลอยครั้งนี้ ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญ รถคันนี้ตลุยทางฝุ่นในแบบแรลลี่โลกได้ แต่ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน เราเพียงแต่ลองขับ เพื่อนำมาบอกให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบถึงสมรรถนะของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ว่าสามารถทำได้แค่ไหน

ไม่ได้ทำเพื่อให้เป็นเส้นทางการนำไป ลองขับเอง เพื่อความสนุกอย่างเด็ดขาดนะครับ เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอย่างแน่นอน เหมือนกับรถสปอร์ตนั่นแหล่ะครับ ผมลองขับในสนามแข่งขับเร็วหูดับตับไหม้ เพื่อให้ได้รู้ว่าอัตราเร่ง ช่วงล่างเป็นอย่างไร ไม่ใช่ให้เจ้าของรถไปลองขับในลักษณะเดียวกัน

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือเทพของรถออฟโรด สายลุย สายเร็ว สายสบาย ในคันเดียวกัน วันนี้ผมยังไม่เห็นกระบะออฟโรดคันใด ทำได้แบบนี้ ปัญหาของเจ้ารถคันนี้คือ ราคา ที่สูงไม่น้อย รวมถึงศูนย์บริการ ที่ฟอร์ด ประเทศไทย ยังต้องพิสูจน์ฝีมือของตัวเองให้ลูกค้าได้มั่นใจในแบรนด์ ฟอร์ด ให้ได้จริงๆ ว่า

เจ๋ง จริงทั้งในสนามออฟโรด และ การใช้งานจริง


 

บทความที่น่าสนใจ

ลอง!! BYD E6 รถ(ยนต์)ไฟฟ้ามาแล้วนะเธอ

preeyanoot

ลอง ซูซูกิ สวิฟท์ ใหม่ 18 กิโล/ลิตร เร่งดี นุ่มนวล แต่…ขอหนึบอีกนิดน่ะ

preeyanoot

Protected: พิสูจน์กันแบบจัดหนัก กับยาง Michelin Primacy4 ว่าใช้ไปจนยางใกล้หมดดอกจะยังหนึบเหมือนซื้อใหม่นั้น จริงเท็จหรือแค่เรื่องหลอกเด็ก!

iceparpanchai